|
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/12/52
แนวโน้มตลาดวันนี้ SCRI มีมุมมองเป็น “Neutral” แนวโน้มแกว่งตัวขึ้น ปัจจัยหนุนหลักยังคงมาจากการเข้าซื้อของสถาบันในประเทศ แต่คาดว่าเป้าหมายการซื้อมีโอกาสเปลี่ยนจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกรณีมาบตาพุดเป็นหุ้นกลุ่มอื่น เช่น ธนาคาร สื่อสาร ทั้งนี้ เนื่องจากราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกรณีมาบตาพุดได้ปรับตัวขึ้นมาสะท้อนว่าโครงการส่วนใหญ่จะสามารถกลับมาดำเนินการต่อได้ ในขณะที่ในเดือน ม.ค.53 โครงการ 19 โครงการที่อยู่ในระหว่างการรอพิจารณาของศาลฯยังคงมีความเสี่ยงที่รออยู่จากความไม่แน่นอนของผมการตัดสิน ส่วนตลาดต่างประเทศในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ไม่มีรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ โดย SCRI คาดว่าทิศทางตลาดในสัปดาห์หน้าจะเป็นการรอรายงานตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ จะฟื้นตัวขึ้นได้ต่อเนื่องหรือไม่ และจะเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางตลาด กลยุทธ์การลงทุน SCRI แนะนำ ซื้อเก็งกำไรระยะสั้นหุ้น sweet spot ได้แก่ IRPC / PS / SCB และ เปลี่ยนกลุ่มเก็งกำไรระยะสั้นจากกลุ่มพลังงาน มาเป็น ธนาคาร เชื่อว่าหุ้นในกลุ่มที่ได้รับปัจจัยหนุนกรณีมาบตาพุดได้ปรับเพิ่มขึ้นสะท้อนไปเกือบหมด ในขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ และ เป็นเป้าหมายในการทำราคาปิดสิ้นงวด สำหรับนักลงทุนระยะยาว “รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” และเน้นหุ้นกลุ่มเงินปันผลสูง ได้แก่ TRT (0.57 บาท) TMT (0.50 บาท) และ TPAC (0.52 บาท) (ตัวเลขในวงเล็บ คือ ประมาณการจ่ายเงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายผลดำเนินงานปี 2552) และกลุ่มที่ผลดำเนินงานฟื้นตัว MINT / BGH / PTTEP
ประเด็นสำคัญ หุ้น “SCRI Sweet Spot Stocks ” และแนวรับ- แนวต้าน ได้แก่ IRPC (4.38-4.60) PS(17.30-18.54) SCB (85.25-89) ปัจจัยต่างประเทศ ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 1.67 จุด เป็น 10,545จุด หลังจากปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดในช่วง 6 ทำการ อย่างไรก็ดีปริมาณซื้อขายยังคงอยู่ในระดับต่ำ รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไม่หนุนทิศทางตลาด ดัชนีความเชื่อมั่นเดือน ธ.ค. ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ย. ที่ 49.5 จุด แต่ต่ำกว่า consensus คาด ส่วน ราคาบ้าน S&P Case Shiller เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (เกือบทรงตัว) VIX Index เพิ่มขึ้น 0.08 จุด ปิดที่ 20.01 จุด สำหรับในคืนนี้จะมีรายงานตัวเลข PMI consensus คาดลดลง mom FED ได้ระบุแนวทางการดึงสภาพคล่องออกจากตลาดการเงิน (ถือว่าเป็น Exit Strategy ) เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม โดยมีแผนการให้ธนาคารพาณิชย์สามารถนำเงินมาฝากที่ FED ซึ่งจะได้รับดอกเบี้ย (Term Deposit Facility) โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยธนาคารพาณิชย์บางกลุ่มเท่านั้นที่จะสามารถเข้าร่วมในโครงการนี้ EPFR Global ระบุ กองทุนรวมหุ้น หรือ อิควิตี้ฟันด์ (Equity Funds) เข้าลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่ม emerging markets ทั้งสิ้น 1.7 พันล้านดอลลาร์ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด 23 ธ.ค. ถือว่าเร่งตัวขึ้นประมาณ 3 เท่าเมื่อเทียบกับรอบสัปดาห์ก่อนหน้า เจ้าหน้าที่บริหารฮ่องกง ระบุ มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจฮ่องกงจะกลับมาชะลอในช่วง 2H/53 เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน
ปัจจัยในประเทศ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้เห็นชอบกำหนดหลักเกณฑ์,วิธีการ,ระเบียบปฏิบัติ และ แนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพ(HIA) โดยนายกรัฐมนตรี คาดว่า จะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ภายในวันนี้ สำหรับขั้นตอนต่อไป เอกชนจะไปจัดทำแผน EIA และ HIA นำเสนอกระทรวง และ องค์กรอิสระจะพิจารณาให้ความเห็นว่าผ่านหรือไม่ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลา นักลงทุนต่างชาติ ซื้อ สุทธิ 115 ล้านบาท (สถาบันซื้อสุทธิ 2346 ล้านบาท) และมีสถานะ short ในตลาดฟิวเจอร์สุทธิ 712 สัญญา
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 0.10 ดอลลาร์ ปิดที่ 78.87 ดอลลาร์ ราคาน้ำมันดิบปิดเกือบทรงตัว รอรายงานตัวเลขสต็อกน้ำมันที่จะรายงานในคืนนี้ โพลล์รอยเตอร์คาดจะลดลง 2.0 ล้านบาร์เรล ราคาทองคำส่งมอบเดือน ก.พ. ลดลง 9.80 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,098.10 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเงินสกุลดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในเชิงบวก และ การที่ Moody ปรับลดอันดับเครดิตธนาคารพาณิชย์ในกลุ่ม Abu Dhabi ลงสู่ระดับ A1 จาก Aa3 ไม่มีรายงานค่าระวางเรือ ตลาดปิดวันอังคาร
หุ้นเด่น BIGC: แนะนำ “ซื้อสะสม” มูลค่าเหมาะสม 51.00 บาท คาดผลการดำเนินงาน Q4/52 จะฟื้นตัวตามภาวะอุตสาหกรรม ที่ได้รับอานิสงค์จากเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัว โดยข้อมูลสำรวจจาก ม.หอการค้าไทย พบว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงปีใหม่นี้จะเติบโตราว 5.3% yoy นอกจากนี้ประเมินว่าบรรยากาศการใช้จ่ายของผู้บริโภคในปี 2553 จะปรับดีขึ้นจากประเด็นเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำด้วย MINT แนะนำ “ซื้อสะสม” ธุรกิจโรงแรมผ่านจุดต่ำที่สุดใน Q2/52 ธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยเริ่มเห็นทิศทางตั้งแต่ปลาย Q3/52 ที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 50–55% จาก Q2/52 ที่ระดับ 40–45% ขณะที่คาดใน Q4/52 จะปรับดีขึ้นเป็น 60–65% ดังนั้นรายได้ในปีนี้ของบริษัทน่าจะเติบโต 8% ตามเป้าหมายส่วนธุรกิจรับบริหารงานโรงแรมในสัปดาห์นี้บริษัทเตรียมที่จะเข้าบริหารงานโรงแรมที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม อีก 1 แห่ง จากปัจจุบันที่บริษัทมีสัญญาบริหารที่จะทยอยเปิด 11 โรงแรม ราคาที่เหมาะสมปี 2553 เท่ากับ 16.30 บาทต่อหุ้น TRT : แนะนำ “ซื้อสะสม” แนวโน้มผลการดำเนินงานใน Q4/52 คาดจะเติบโตโดดเด่นสูงถึง 142 ล้านบาท จากการรับรู้งานที่ชะลอการส่งมอบมาจากใน Q3/52 และเมื่อรวมกำไรใน 9M/52 ที่ขยายตัวถึง 119% yoy เป็น 118 ล้านบาท ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ SCRI คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2552 ที่ 260 ล้านบาท ราคาเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานปี 2553 เท่ากับ 9.00 บาท/หุ้น
|
Comments