Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News อีไอซีปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562เหลือ3.1%
อีไอซีปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562เหลือ3.1% PDF Print E-mail
Tuesday, 09 July 2019 19:56

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ  รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (จำกัด) มหาชน กล่าวว่า อีไอซีปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 เหลือขยายตัว 3.1% จากประมาณการเดิมที่ 3.3% โดยมีสาเหตุหลักจากภาคการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ โดยเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปียังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากภาวะการค้าและการลงทุนของโลกที่ชะลอลงจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะภาวะสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีจาก 10% เป็น 25% ในส่วนของสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ จีนก็มีมาตรการตอบโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่าราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 5-25% เช่นกัน และแม้ล่าสุดจากการประชุม G20 ช่วงปลายเดือนมิถุนายน ทางจีนและสหรัฐฯ ได้พักรบจากการขึ้นภาษีลงชั่วคราว แต่ยังมีโอกาสที่จะกลับมาปะทุและทวีความรุนแรงในช่วงข้างหน้า ทั้งนี้จากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลาย (Dovish) มากขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่านโยบายผ่อนคลายดังกล่าวจะทำได้เพียงช่วยพยุงเศรษฐกิจเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ อีไอซีจึงมีการปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวของมูลค่าส่งออกเป็นหดตัวที่ -1.6% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 0.6% รวมทั้งได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเหลือ 40.1 ล้านคน หรือคิดเป็นการขยายตัวที่ 4.8% และลดประมาณการค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวตามการชะลอของเศรษฐกิจในหลายประเทศและการแข็งค่าของเงินบาท

ขณะที่ การใช้จ่ายในประเทศได้ชะลอลงตามอุปสงค์ด้านต่างประเทศเช่นกัน การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวตามการหดตัวของภาคส่งออก การชะลอตัวของโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จากมาตรการ LTV และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังกังวลต่อประสิทธิภาพในการผลักดันและประสานนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลผสมใหม่ ทางด้านการลงทุนภาครัฐ อีไอซีคาดว่า การลงทุนด้านการก่อสร้างยังสามารถขยายตัวต่อเนื่องที่ประมาณ 7.0% แต่จะถูกฉุดด้วยการลงทุนด้านเครื่องมือเครื่องจักรที่ไตรมาสแรกหดตัวกว่า -11.7%YOY นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2563 ที่มีแนวโน้มล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนในโครงการที่ยังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพันและโครงการใหม่ สำหรับการบริโภคภาคเอกชน แม้จะได้รับแรงสนับสนุนจากการจ้างงานที่ขยายตัวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในส่วนที่เกิดขึ้นแล้วในไตรมาสที่ 2 และเพิ่มเติมหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่มีแนวโน้มชะลอตัวจากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 3.9% ตามการชะลอตัวของการใช้จ่ายสินค้าคงทนโดยเฉพาะการซื้อรถยนต์ที่ขยายตัวสูงในช่วงก่อนหน้า ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งมีความเสี่ยงที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง

ด้านนโยบายการเงิน อีไอซีคาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะคงที่อยู่ที่ 1.75% ในปี 2562 แต่มีโอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% หากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คาด ความพยายามของ กนง. ในการทยอยปรับดอกเบี้ยขึ้นให้กลับไปสู่จุดดุลยภาพ (policy normalization) และเพื่อสะสมความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy room) คงต้องชะลอตัวออกไปตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกว่าคาดและมีความเสี่ยงด้านต่ำมากขึ้น รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงิน อย่างไรก็ดี จากการประชุมครั้งล่าสุด กนง. ยังส่งสัญญาณค่อนข้าง hawkish โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงชั่วคราวในปีนี้ก่อนจะเร่งตัวขึ้นในปีหน้า ตลอดจนยังคงแสดงความกังวลต่อเสถียรภาพระบบการเงินภายใต้ภาวะดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเด็นหนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้นและการประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่ต่ำเกินไป อีไอซี จึงประเมินในกรณีฐานว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75% ในช่วงครึ่งหลังของปี ควบคู่กับการใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น Macroprudential measure เพื่อดูแลปัญหาเสถียรภาพระบบการเงิน อย่างไรก็ดี อีไอซีประเมินว่า หากเศรษฐกิจไทยปี 2562 ชะลอลงมากกว่าที่คาดและขยายตัวต่ำกว่า 3% กนง. มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในช่วงปลายปีนี้เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ  นอกจากนั้น อีไอซีประเมินว่า ค่าเงินบาทจะยังได้รับแรงกดดันด้านแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารหลักและธนาคารกลางในภูมิภาค ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลสูง ตลอดจนเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามาเป็นช่วง ๆ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่เหลือของปี

ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมาจากทั้งภายในและภายนอก โดยแม้ว่าล่าสุดหลังการประชุม G20 สถานการณ์ด้านสงครามการค้าจะปรับตัวดีขึ้นบ้างจากการที่สหรัฐฯ ประกาศว่าจะไม่มีการขึ้นภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าของจีน แต่ความเสี่ยงด้านสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องโดยอาจเพิ่มความรุนแรงได้เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งจากการศึกษาผลประมาณการภายใต้สมมุติฐานต่าง ๆ (Scenario analysis) ของอีไอซีพบว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด (สถานการณ์ด้านสงครามการค้าแย่ลงมากกว่าที่คาดไว้เพิ่มเติม) ในปี 2562 การส่งออกของไทยมีความเป็นไปได้ที่จะหดตัวมากถึง -3.1% และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอาจชะลอลงมาอยู่ที่ 2.7% นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่ต้องจับตาคือความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น Brexit และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่อาจทำให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินและตลาดโภคภัณฑ์ของโลกได้ ขณะที่ ความเสี่ยงภายในประเทศมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยแม้ว่ารัฐสภาจะสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้แล้ว แต่รัฐบาลใหม่ยังมีความท้าทายอีกมาก ทั้งในเรื่องของเสถียรภาพและความสามารถในการผลักดันนโยบาย เนื่องจากเสียงระหว่างพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านมีจำนวนใกล้เคียงกัน และยังรวมถึงการประสานแนวนโยบายระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลทั้งในมิติของวิธีการดำเนินนโยบายและเป้าประสงค์ของนโยบาย โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายดังกล่าวจะส่งผลถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน จึงอาจมีผลต่อการชะลอการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนได้

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EIC revises down 2019F Thai GDP to 3.1% on spreading trade war impacts from export contraction to slower-than-expected tourism and investments

EIC revises down 2019F Thai GDP growth to 3.1%, lower from previous projection of 3.3%. The main reason is from trade war situation and global economic slowdown, affecting Thai exports. Going forward, global economic slowdown is likely to continue due to the global trade and investment slowdown, resulting from recent escalating US-China trade tensions in May 2019 when the US decided to lift its trade tariff from 10% to 25% on Chinese products worth USD 200 billion. China retaliated back by hiking tariff to 5-25% on US products worth USD 60 billion. While G-20 meeting in late June resulted in a temporary trade truce with no further tariff hikes, uncertainty remains high over 2H19F. In response to continued trade tensions and gloomy global economic situations, major central banks have turned more dovish, sending signals on easing their monetary policies. However, EIC expects the impacts of those possible easing policies to be limited. Consequently, EIC now expects 2019F Thai exports growth to contract by 1.6% (vs +0.6% previously). Moreover, EIC also revises down the number of tourists to 40.1 million or 4.8% growth and expect a slowdown in tourists’ spending per head due to the economic slowdown in several tourists’ countries and the strong Thai Baht effects.

The impacts of falling exports spread out to domestic demand. We foresee slower-than-expected private investment due to falling exports, a slowdown in residential construction activities (following stricter LTV measures), and investors’ concern on the ability of new coalition government to combine and implement economic policies. On public investment, expanding public construction activities are likely to continue (7.0% growth projected), but purchases of equipment are likely to be slow with a sharp decrease in the first quarter (-11.7%YOY). Besides, the expected 3-month delay in national budget process would be another risk factor affecting disbursement performance in projects that has never been initiated (no contingent debt) before the last quarter of this year. For private consumption, EIC expects the sector to grow by 3.9%. Even though private consumption is supported by expanded employment and government stimulus measures that already implemented in the second quarter and further possible measures after the new government in place, the projected 3.9% growth rate is slower than the previous year. The main factors for lower growth rate would be from anticipated deceleration in durable goods (especially from the strong vehicle sales over the last 2 years), high level of household debt as well as employment risk in manufacturing sector that would possibly be affected by export contraction.

For monetary policy, EIC expects a flat policy rate at 1.75% throughout 2019F. However, given high uncertainty from the trade tension,  we foresee a downside risk on a rate cut by 25 bps if the economy slips to below 3% growth in 2019F. The MPC efforts to normalize the policy rate and create a policy space are likely to be delayed from the economic deceleration and heightened downside risks as well as the below target inflation rates. Nonetheless, from the last meeting, MPC still signals a hawkish stance by communicating that Thai economy will likely bounce back next year and continues to show concerns on some financial stability issues over the low interest rate period such as accelerated household debt and risk underpricing. Accordingly, EIC expects in the base case scenario that the MPC is likely to hold its policy rate unchanged at 1.75% for the rest of the year, together with macroprudential measure for taking care of financial stability issues. However, if 2019 economic growth falls under 3%, EIC anticipates a 25 bps policy rate cut to shore up the economy. For Thai Baht direction, EIC accesses that Baht is continually appreciated compared to other regional currencies on the back of more dovish stance by other major and regional central banks, Thailand’s massive current account surplus, and hence further capital inflows. From the abovementioned, EIC expects Baht tends to move between the range of 30-31 Baht/USD for the rest of the year.

The upcoming risks stem from internal and external factors. Though US-China trade war sentiment was slightly better after    G-20 meeting as there is no further tariff hikes from both sides, trade dispute remains a key risk factor that can be resumed with a further tariff escalation in the future. From EIC scenario analysis, in the worst-case scenario (trade war is intensified), 2019F Thai exports could contract by 3.1% and hence the GDP growth is likely to growth by only 2.7%. Furthermore, other external risks that should be focused on are geopolitical risks such as Brexit and the dispute between Iran and US that could generate fluctuations in global financial and commodity markets. On internal risk, political uncertainty remains a key factor.  Although the prime minister was appointed by the parliament, a new coalition government still have many challenges, for example, a slim majority of MP seats in government side could cast doubts on stability and ability on policy implementation. Moreover, compromising policies in dimensions of both policy methodologies and objectives across coalition parties would be another challenge that might reduce investors’ confidence. Wait and see strategy can therefore be seen from businesses and households that could slow investment going forward.

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday19307
mod_vvisit_counterYesterday40251
mod_vvisit_counterAll days90148277

We have: 400 guests, 1 members online
Your IP: 34.229.24.100
 , 
Today: Jul 16, 2019

6109000