|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/12/52
กลยุทธ์การลงทุน การเข้มงวดการเบิกจ่ายไทยเข้มแข็ง อาจทำให้การเติบโตเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย กฎกระทรวงเรื่องการจัดทำรายงาน EIA, HIA มีผลวันนี้ ราคาหุ้นตอบรับล่วงหน้าไปแล้ว ระวังแรงขายทำกำไรในระยะสั้น คาด SET Index อยู่ในกรอบ 740–750 จุด หุ้น January Effects + High Dividend ถือไปรับกำไรปีหน้า KSL, KTB, TMT, PRIN, AP และ SC การเข้มงวดเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง อาจทำให้การเติบโตเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ผลการตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการไทยเข้มแข็ง ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งส่งผลทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ต้องประกาศลาออก ฝ่ายวิจัยเห็นว่าไม่ใช่เป็นเพียงประเด็นทางการเมือง แต่ยังถือเป็นสัญญาณในเชิงลบสำหรับภาพรวมของโครงการลงทุนตามแผนไทยเข้มแข็งอีกด้วย โดยประเด็นที่ฝ่ายวิจัยกังวลก็คือ ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน เนื่องจากหลังจากเกิดเหตุที่กระทรวงสาธารณสุขแล้ว คาดว่าจะตามมาด้วยความเข้มงวดในการตรวจสอบ ซึ่งอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ และสุดท้ายจะกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2553 โดยล่าสุดเป้าหมาย GDP Growth ปี 2553 ที่ สศค. ประเมินไว้อยู่ที่ 3.5% แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องมีการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของโครงการไทยเข้มแข็ง 80% ของเป้าหมาย ซึ่งจากข้อมูลที่ฝ่ายวิจัยรวบรวมมาเป้าหมายการเบิกจ่ายในงวดปี 2553 จะอยู่ที่ประมาณ 1.49 แสนล้านบาท (ดูกราฟด้านบนประกอบ) โดยที่ประมาณ 80% ของงบประมาณ จะกระจุกอยู่ที่ 4 กระทรวงหลัก นำโดยกระทรวง เกษตรฯ, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงคมนาคม และกระทรวงทรัพยากรฯ ประเด็นเรื่องการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่งจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (SYNTEC, SEAFCO, TTCL) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (TASCO, SSI) และกลุ่มค้าปลีก (BIGC, MAKRO) ก็ยังถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนภายใต้ความคาดหมายว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในปี 2553
กฎกระทรวงเรื่องการจัดทำรายงาน EIA, HIA มีผลวันนี้ ราคาหุ้นตอบรับล่วงหน้าไปแล้ว ครม. ผ่านความเห็นชอบกฎกระทรวง ว่าด้วยกรอบการจัดทำรายงาน EIA, HIA ตามความคาดหมาย โดยที่จะมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (30 ธ.ค.2552) ส่วนกระบวนการต่อไปจะเป็นเรื่องของการปฎิบัติตามแนวทางที่กฎหมายวางไว้ โดยในส่วนของรัฐบาลก็ต้องดำเนินกระบวนการในการจัดตั้งองค์การอิสระขึ้นมาเพื่อให้ความเห็นต่อการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม, ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ขณะที่ในภาคเอกชนก็ต้องดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงาน EIA, HIA ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง ฝ่ายวิจัยประเมินว่าการดำเนินงานคู่ขนานกันทั้ง 2 ส่วน น่าจะกินเวลาในช่วง 1H53 โดยภาพรวมของการแก้ไขปัญหามาตาพุด ฝ่ายวิจัยเห็นว่ามีความคืบหน้ามาตามลำดับ จากจุดที่ยังไม่รู้ว่าจะเดินอย่างไร จนปัจจุบันมีแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามสำหรับผลกระทบในส่วนของราคาหุ้นที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายวิจัยเห็นว่าข่าวเรื่องความคืบหน้าในการแก้ปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากราคาหุ้นได้มีการตอบรับโดยการปรับขึ้นมาใกล้ระดับราคาก่อนเกิดปัญหาครั้งแรกคือ 29 ก.ย. 2552 หรือบางบริษัทปรับขึ้นไปสูงกว่าแล้ว (อ่าน Investment Strategy ฉบับ วันที่ 29 ธันวาคม 2552 ประกอบ)
ระวังแรงขายทำกำไรในระยะสั้น คาด SET Index อยู่ในกรอบ 740–750 จุด จากต้นเดือน ธันวาคม 2552 จนถึงวานนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 7.7% ซึ่งเป็นผลจากแรงขับเคลื่อนของเม็ดเงินที่ซื้อผ่าน LTF/RMF เห็นได้จากการที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมียอดซื้อสุทธิในช่วงเวลาดังกล่าวสูงถึง 1.36 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังได้รับแรงกระตุ้นเชิงจิตวิทยาจากเรื่องของ December-January Effects และการทำ Window Dressing ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ฝ่ายวิจัยเห็นว่าราคาหุ้นปัจจุบันได้สะท้อนเรื่องดังกล่าวข้างต้นไปแล้ว จึงเห็นว่ามีโอกาสที่จะเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมาได้ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการที่นักลงทุนบางส่วนอาจไม่ต้องการมี Position ค้างไว้ข้ามปี หรืออาจมีความกังวลกับกระแสข่าวเรื่องการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง หรือบางส่วนอาจมีการ Sell on Fact จากการที่ ครม. ผ่านเรื่องกฎกระทรวงเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด อย่างไรก็ตามการขายทำกำไรที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าจะมีความรุนแรงมากนัก ประเมินว่า SET Index วันนี้น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 740–750 จุด
หุ้น January Effects + High Dividend ถือไปรับกำไรปีหน้า KSL, KTB, TMT, PRIN, AP และ SC สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการถือหุ้นระยะยาวข้ามไปปี 2553 ฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้นใน 2 กลุ่มหลักที่มีโอกาสสร้างกำไรจากการถือข้ามปี ประกอบด้วยหุ้นในกลุ่ม January Effects ซึ่งเกิดจากการศึกษาพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ซึ่งพบว่ามักจะเคลื่อนไหว Outperform ตลาดในช่วงเดือน มกราคม ประกอบด้วย KSL ซึ่งปัจจุบันมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่สร้าง New High และ KTB ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการกู้เงินของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่คาดหมายว่าจะให้ Dividend Yield สูง อีกทั้งมีการจ่ายเงินปันผลปีละ 1 ครั้ง ในช่วงปลาย 1Q53 หรือต้น 2Q53 ประกอบด้วย TMT, PRIN, AP และ SC โดยที่ AP และ SC จะได้แรงหนุนเสริมจากผลประกอบการในงวด 4Q52 ที่คาดว่าจะมีความโดดเด่น .......... ขอทุกท่านมีความสุข สดชื่น แจ่มใส กำไรตลอดปี... สวัสดีปีใหม่ครับ
|
Comments