|
บล.เกียรตินาคิน : TTA แนะนำซื้อ ประเมินราคาเหมาะสมปี 53 ไว้ที่ 32 บาท
- ระยะสั้นเรายังเชื่อว่าค่าระวางเรือจะยังอยู่ในระดับต่ำจาก... 1. Low Season เนื่องจากคำสั่งซื้อสินค้าของจีนที่ลดลง คาดกลับมาอีกครั้งหลังเทศกาลตรุษจีน (กลาง 2Q53) 2. จำนวนเรือใหม่ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 58% ระหว่างปี 53 – 55 - ธุรกิจเรือขุดเจาะ ยังได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้น้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ - แนวโน้มกำไร 1Q53 (ต.ค. – ธ.ค. 52) ยังไม่แข็งแกร่งจาก... 1. ค่าระวางเรือที่ปรับตัวลดลงตามฤดูกาล 2. การรับรู้รายได้จาก UMS ไม่เต็มไตรมาส เนื่องจากการเข้าซื้อหุ้นเสร็จสิ้นในเดือน ธ.ค. 52 3. กำไรจากธุรกิจเรือขุดเจาะลดลง จากการหยุดซ่อมของเรือขุดเจาะ 1 ลำ - คาดกำไรสุทธิจะกลับมาฟื้นตัวชัดเจนใน 2Q53 (ม.ค. – มี.ค. 53) - เรามีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นจาก การกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจถ่านหิน ลดความผันผวนจากธุรกิจเรือเทกอง - เราคาดว่า ธุรกิจถ่านหินจะมีสัดส่วนกำไรสุทธิในปี 53 ประมาณ 13% - คาดกำไรสุทธิปี 53 (ต.ค. 52 – ก.ย. 53) อยู่ที่ 2,859 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58%yoy - คาดเงินปันผลปี 53 อยู่ที่ 1 บาท ให้ Yield 3.67% - เราปรับวิธีการประเมินมูลค่าเชิงพื้นฐานจาก PER เป็น Sum of the part ให้มูลค่าที่เหมาะสมปี 53 ที่ 32 บาท (PER 7.92 เท่า) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับ 19.80 บาท (คำนวณจาก PER ปี 52) - ปรับคำแนะนำเชิงพื้นฐานจาก ขาย เป็น ซื้อ จากมุมมองต่อ TTA ที่เป็นบวกมากขึ้น
ระยะสั้นเรายังเชื่อว่าค่าระวางเรือจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ จากการเพิ่มขึ้นของเรือใหม่อุตสาหกรรมเรือเทกอง ช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีแผนการปรับกองเรือของบริษัทให้สอดคล้องกับภาวะอุตสาหกรรม โดยการขายเรือเก่าออกอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปัจจุบันบริษัทมีเรืออยู่เพียง 35 ลำ เท่านั้น ในปี 2553 บริษัทยังคงมีแผนในการขายเรือเก่าที่มีอายุเกินกว่า 25 ปี ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีเรือในกลุ่มดังกล่าวประมาณ 10 – 11 ลำ แต่บริษัทยังคงหาเรือมือสองที่มีอายุเรือไม่มากอีก 5 ลำ เข้ามาชดเชยเรือเก่าที่คาดว่าจะทยอยขายออก ทำให้เราคาดว่าบริษัทจะมีจำนวนเรือระหว่างปี 2553 – 2555 อยู่ที่ประมาณ 30 ลำ
ภาวะอุตสาหกรรมเรือเทกอง แม้ว่าจะได้ปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ กระตุ้นความต้องการใช้เรือให้เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่อุตสาหกรรมเรือเทกองยังคงมีความกังวลจากปัญหาของอุปทานใหม่ที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจำนวนเรือใหม่ที่จะเข้ามาระหว่างปี 53–55 จะมากถึง 58% ของจำนวนเรือเทกองทั้งหมด เป็นปัจจัยกดดันค่าระวางเรือของอุตสาหกรรมของเรือเทกอง
นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่กระทบอุตสาหกรรมต่อเรือในตลาดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเรือเทกองในประเทศจีน หรือประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจากได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ ทำให้บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเรือยังสามารถคงกำลังการผลิตไว้ในระดับเดิมได้ โดยที่ผ่านมาสถิติการส่งมอบเรือสะสม 11 เดือน ในปี 2552 มีเรือที่ยกเลิกการส่งมอบเพียง 14% เท่านั้น
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสนับสนุนผลประกอบการของธุรกิจเรือขุดเจาะปิโตรเลียมในปี 2553 ปัจจุบันบริษัทมีเรือขุดเจาะปิโตรเลียม และเรือบริการวิศวกรรมใต้น้ำ รวม 7 ลำ (เรือขุดเจาะ 2 ลำ และเรือบริการวิศวกรรมใต้น้ำอีก 5 ลำ) โดยบริษัทมีแผนที่จะรับเรือเพิ่มอีก 4 ลำ ในปี 2553 แบ่งเป็นเรือบริการวิศวกรรมใต้น้ำในปี 2553 จำนวน 3 ลำ (ปัจจุบันรับเข้ามาแล้ว 1 ลำ เหลืออีก 2 ลำจะทยอยรับเข้ามาในเดือน ม.ค. 2553 และ พ.ค. 2553) และเรือขุดเจาะอีก 1 ลำ ในเดือน เม.ย. 2553 ทำให้เราคาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจเรือขุดเจาะปิเตรเลียม และเรือบริการวิศวกรรมใต้น้ำ จะเพิ่มขึ้นในปี 2553 จากจำนวนเรือและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ผ่านมา (โดยในปี 2552 บริษัทมีอัตราการใช้กำลังการผลิตของเรือขุดเจาะปิโตรเลียม และเรือบริการวิศวกรรมใต้น้ำ อยู่ที่ 95% และ 53% ตามลำดับ) ธุรกิจเรือขุดเจาะปิโตรเลียม และธุรกิจบริการวิศวกรรมใต้น้ำ จะมีผลประกอบการที่เติบโตโดดเด่น ซึ่งนอกเหนือจากการเพิ่มจำนวนเรือขุดเจาะและเรือบริการฯ ของ TTA เรามองว่าผลประกอบการที่คาดว่าจะฟื้นตัวเป็นลำดับของอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P Business) จากการฟื้นตัวของความต้องการใช้น้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการปี 2553
ผลประกอบการปี 53 ฟื้นตัว ส่วนหนึ่งมาจากการกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจถ่านหิน และธุรกิจถ่านหินจะมีสัดส่วนกำไรในปี 53 มากถึง 13% ผลประกอบการปี 2553 คาดว่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้งจากการรับรู้รายได้ธุรกิจถ่านหินเพิ่มขึ้น โดยเราคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิปี 2553 อยู่ที่ 2,859 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 4.04 บาท เพิ่มขึ้น 58%yoy เป็นธุรกิจเรือเทกอง 60.7% ธุรกิจเรือขุดเจาะปิโตรเลียมและเรือบริการวิศวกรรมใต้น้ำ 26% และธุรกิจถ่านหิน 13.2% ปัจจุบันบริษัทสิ้นสุดการซื้อหุ้น UMS โดยปัจจุบันบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 89.55% โดย TTA ไม่มีวัตถุประสงค์ในการนำ UMS ออกจากตลาด แม้ว่าปัจจุบัน UMS จะมีสภาพคล่องอยู่ในตลาดเพียง 10% (ต่ำกว่ากฎของตลาดฯ ที่ต้องมีสภาพคล่องในตลาดไม่น้อยกว่า 15%) โดยธุรกิจของ UMS นอกเหนือจากเป็นผู้ขายถ่านหินนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย บริษัทยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ท่าเทียบเรือ จ. อยุธยา รถบรรทุกและเรือที่ใช้ในการขนส่งถ่านหิน นอกเหนือจากการเข้าซื้อบริษัท UMS ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจถ่านหิน บริษัทยังถือหุ้น 21.18% ในเหมืองถ่านหิน Merton ในประเทศฟิลลิปปินส์ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ใน พ.ค. 53
แนวโน้มผลประกอบการ 1Q53 (ต.ค. – ธ.ค. 53) จะยังไม่ฟื้นตัวจาก Low Season ของธุรกิจเรือเทกอง ขณะที่การรับรู้รายได้จาก UMS ไม่มากนัก แนวโน้มผลประกอบการ 1Q53 (ต.ค. – ธ.ค. 52) คาดว่าจะอ่อนตัวลดลง qoq และ yoy (กำไรสุทธิ 1Q52 และ 4Q52 อยู่ที่ 897 ล้านบาท และ 465 ล้านบาท ตามลำดับ) เนื่องจากยังไม่สามารถรับรู้รายได้จาก UMS ได้เต็มไตรมาส เนื่องจาก ขณะที่เรือขุดเจาะปิโตรเลียมอยู่ระหว่างซ่อมบำรุง 1 ลำ โดยเรือดังกล่าวจะกลับมาสร้างรายได้อีกครั้งใน 2Q53 (ม.ค. – มี.ค. 53) ขณะที่ดัชนีค่าระวางเรือในช่วงที่ผ่านมาอ่อนตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการชะลอตัวของความต้องการใช้เรือ โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งเป็นปกติของทุกปี ที่จะมีการชะลอคำสั่งซื้อก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ และตรุษจีน และคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในกลาง 2Q53
เรามีมุมมองที่เป็นบวกต่อบริษัทมากขึ้น จากการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ที่ผ่านมาเราลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นในกลุ่มเดินเรือ โดยเฉพาะเรือธุรกิจเรือเทกอง เนื่องจากเราเชื่อว่าธุรกิจยังคงมีความเสี่ยงอยู่มาก แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาดัชนีค่าระวางเรือจะมีการฟื้นตัว โดยเฉพาะการนำเข้าถ่านหินที่เพิ่มขึ้นของประเทศจีน อย่างไรก็ตามเราติดตามตัวเลขปริมาณสำรองถ่านหินของประเทศจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจุบันปริมาณสำรองอยู่ในระดับสูง ซึ่งเสี่ยงต่อการชะลอตัวของความต้องการใช้เรือเทกอง อย่างไรก็ตาม กรณี TTA เราปรับมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้น เนื่องจากบริษัทมีการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเรายังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อธุรกิจถ่านหิน โดยเราเชื่อว่าธุรกิจถ่านหินจะยังมีการเติบโตของความต้องการใช้เฉลี่ยปีละ 5% - 8% ขณะที่ธุรกิจเรือขุดเจาะปิโตรเลียม และเรือบริการวิศวกรรมใต้น้ำ จะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเรือและความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากปัจจัยดังกล่าวทำให้เรามองว่าราคาหุ้นของ TTA จะมีความสัมพันธ์กับดัชนีค่าระวางเรือน้อยลง เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา
เราประเมินราคาที่เหมาะสมปี 53 ไว้ที่ 32 บาท (Sum of the part) และปรับคำแนะนำจาก ขาย เป็น ซื้อ เราปรับวิธีการประเมินมูลค่าเชิงพื้นฐาน จากการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัท ทำให้การประเมินด้วย PER ไม่สามารถครอบคลุมมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท ทำให้เราพิจารณาใช้วิธี Sum of the part ให้มูลค่าที่เหมาะสมของ TTA ในปี 2553 อยู่ที่ 32 บาท (Upside Gain 17.43%) เพิ่มขึ้นจากราคาที่เหมาะสมเดิมที่คำนวณจาก PER ของปี 2552 ที่ระดับ 19.80 บาท เรามองว่าเป็นระดับราคาที่ค่อนข้าง Conservative เนื่องจากหากเทียบกับกำไรต่อหุ้นปี 2553 คิดเป็น PER ที่ระดับ 7.92 เท่า เท่านั้น นอกจากนี้จากการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจของบริษัท ทำให้เรามีมุมมองเป็นบวกต่อ TTA มากขึ้น และพิจารณาปรับคำแนะนำเชิงพื้นฐานจาก ขาย เป็น ซื้อ
|
Comments