Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Friday, 13 July 2012 09:17

สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย

 

Snapshot

สหรัฐอเมริกา

 

-  ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐประกาศมาตรต่างๆ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก โดย 5 มาตรการใหม่จะมีผลดำเนินการในทันที ซึ่งจะเป็นการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ลดขั้นตอนด้านเอกสาร และช่วยให้บริษัทขนาดเล็กเข้าถึงสินเชื่อและการลดหย่อนภาษีได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐสภาอนุญาตให้ธุรกิจขนาดเล็กขอลดหย่อนเงินลงทุนได้สูงสุด 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2556 เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อผลักดันผลผลิต ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุอีกว่า คณะบริหารของโอบามาได้ดำเนินการเพื่อลดหย่อนภาษีจำนวน 18 รายการและมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่จำเป็นต่อการลงทุน จ้างงาน และ ขยายธุรกิจ

 

-  ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 7 กรกฎาคม ลดลง 26,000 ราย สู่ระดับ 350,000 ราย จาก 376,000 ในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้รับการปรับทบทวนขึ้นจากระดับ 374,000 รายในรายงานก่อนหน้านี้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์จะอยู่ที่ 370,000 ราย ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ร่วงลง 9,750 ราย มาอยู่ที่ 376,500 ราย ส่วนจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลง 14,000 ราย ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน สู่ระดับ 3.3 ล้านราย

 

-  ราคานำเข้าในเดือนมิถุนายนลดลง 2.7% หลังจากลดลง 1.0% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปีนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 อันเป็นผลจากการลดลงของราคาน้ำมันนำเข้า ส่วนราคาส่งออกลดลง 1.7% หลังจากลดลง 0.4% ในเดือนก่อน โดยลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน

 

-  กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยยอดขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ระดับ 6.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยลดลงจาก 1.246 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดไว้ที่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

-  บริษัท RealtyTrac เปิดเผยว่า อัตราการยึดทรัพย์จำนองในสหรัฐได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ขณะที่ธนาคารต่างๆ ยังคงดำเนินการสะสางสต็อกคงค้างหลังจากมีการยุติคดีละเมิดสิทธิยึดทรัพย์จำนองทั่วประเทศ ธนาคารขนาดใหญ่ทั่วประเทศยังคงดำเนินการกับอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดหลังจากที่มีการยุติคดีการละเมิดสิทธิยึดทรัพย์จำนองมูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ส่งผลให้อัตราการยึดทรัพย์จำนองเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2552 ทั้งนี้ อสังหาริมทรัพย์ที่เข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์จำนองซึ่งรวมถึงการแจ้งผิดนัดชำระหนี้, การประมูลและการยึดทรัพย์โดยธนาคารนั้น ได้ลดลงเป็นเดือนที่ 21 ติดต่อกัน โดยอยู่ที่ 197,834 รายการในเดือนมิถุนายน ลดลง 3.96% จากเดือนพฤษภาคม และลดลงจาก 11.18% จากเดือนมิถุนายนปีก่อน

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

 

-  ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เปิดเผยว่า แม้ยุโรปจะเผชิญกับมรสุมวิกฤตหนี้อย่างหนัก แต่ความต้องการเงินสกุลยูโรทั่วโลกกลับลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยในช่วงปลายปี 2553 สัดส่วนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่างๆทั่วโลกอยู่ที่ 25.4% และลดลงมาอยู่ที่ 25.0% ในช่วงปลายปี 2554

 

สเปน

 

-  นายกรัฐมนตรีของสเปน เปิดเผย มาตรการรัดเข็มขัดฉบับใหม่ที่มีการระบุการลดยอดขาดดุลงบประมาณให้ได้ 6.5 หมื่นล้านยูโรภายใน 2 ปีครึ่ง (ถึงสิ้นปี 2557) ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิม 18% ไปอยู่ที่ 21% ควบคู่กับการตัดลดค่าใช้จ่ายของรัฐ เช่น การลดสวัสดิการผู้ว่างงานและการตัดลดโบนัสประจำปีของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจจากภาวะถดถอยโดยเร็ว

 

เยอรมนี

 

-  นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี กล่าวว่า ยุโรปต้องพยายามจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอาเซียนให้เกิดขึ้นโดยเร็ว พร้อมทั้งชี้ว่า เป็นสิ่งที่ยุโรปต้องการอย่างมากในเวลานี้ ทั้งนี้ อียูและอาเซียนได้กลับมาเริ่มต้นเจรจาเอฟทีเอกันใหม่อีกครั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 หลังจากที่หยุดชะงีกไปหลายปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า โดยอียูนั้นถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากจีน โดยมีสัดส่วนการค้าคิดเป็น 11% ของการค้าทั้งหมดของอาเซียน

 

-  นายวูล์ฟกัง ชอยเบิล รมว.คลังเยอรมนี กล่าวถึงผลกระทบที่รุนแรงหากศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไม่อนุมัติกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) ซึ่งเป็นกองทุนช่วยเหลือถาวรของสหภาพยุโรป ให้ทันเวลา ความล่าช้าจะทำให้ความปั่นป่วนที่ครอบงำตลาดการเงินยุโรปเลวร้ายลง และจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยระบุว่าการเลื่อนการดำเนินงานของ ESM ซึ่งคาดไว้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ จะเป็นสาเหตุของความไม่แน่นอนต่อไปอย่างมากในตลาดต่างๆ และการสูญเสียความน่าเชื่อถืออย่างมากต่อศักยภาพของยูโรโซนในการตัดสินใจที่จำเป็นในกรอบเวลาที่เหมาะสม

 

-  รัฐสภาของเยอรมนีได้ให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาการคลังของอียูและ ESM เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน แต่การอนุมัติดังกล่าวไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายของการให้สัตยาบัน เนื่องจากประธานาธิบดีโจคิม กอคของเยอรมนีได้ตัดสินใจชะลอการลงนามตามคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยว่าได้รับการคัดค้านกว่า 1,000 รายเกี่ยวกับสนธิสัญญาการคลังและ ESM และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในพิจารณาคำร้องเหล่านี้เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของเครื่องมือทั้งสอง ESM ที่มีวงเงิน 5 แสนล้านยูโร ซึ่งจะดำเนินการต่อจากกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) นั้น แต่เดิมมีแผนที่จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 กรกฎาคม ขณะที่คาดว่าเยอรมนีจะให้เงินสนับสนุน 2 แสนล้านยูโร แก่ ESM

 

ฝรั่งเศส

 

-  สำนักงานสถิติแห่งชาติของฝรั่งเศส (INSEE) รายงานยอดผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสเดือนพฤษภาคมหดตัว 1.0% (m-o-m) เนื่องจากวิกฤตการเงินยูโรโซนส่งผลให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจชะลอการใช้จ่าย

 

-  ธนาคารกลางฝรั่งเศสเผยฝรั่งเศสมียอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงสู่ระดับ 4.1 พันล้านยูโรในเดือนพฤษภาคม จาก 4.4 พันล้านยูโรในเดือนเมษายน ทั้งนี้ ตัวเลขขาดดุลการค้าลดลงเหลือ 5.6 พันล้านยูโร จาก 6.0 พันล้านยูโรในเดือนก่อนหน้า ส่วนยอดเกินดุลด้านบริการเพิ่มขึ้นแตะ 1.9 พันล้านยูโร จากเดือนเม.ย.ที่ 1.7 พันล้านยูโร

 

อิตาลี

 

-  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า อิตาลียังคงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับวิกฤตหนี้ยุโรปและผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามผลักดันนโยบายการแก้ไขปัญหาแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจอิตาลียังขยายตัวได้ต่ำกว่าประเทศอื่นๆในยูโรโซน โดยคาดว่าจะหดตัว 1.9% ในปีนี้และหดตัวลดลง 0.3% ในปีหน้า สำหรับหนี้สาธารณะของอิตาลี ไอเอ็มเอฟคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 125.8% ของจีดีพี และ 126.4% ของจีดีพี ในปี 2556

 

กรีซ

-  นายยานนิส สตูร์นาราส รมว.คลังได้เข้าหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขายสินทรัพย์ต่างๆกับนายคอนสแตนตินอส มิโตรปูลอส ประธานกองทุนพัฒนาสินทรัพย์สาธารณรัฐเฮลเลนิก ซึ่งรายงานข่าวแจ้งว่ามีความเป็นไปได้ที่ภายในปีนี้จะขายสินทรัพย์  2 อย่าง ได้แก่ กิจการสลากกินแบ่งรัฐบาลและที่ตั้งสนามกีฬาที่เคยใช้จัดโอลิมปิกเกมส์ เพื่อเพิ่มทุนอย่างเร่งด่วนสำหรับสร้างความดุลแก่การคลังสาธารณะ ขณะที่สินทรัพย์อื่นๆอีก 23 อย่างที่เหลือจะต้องรอจนถึงปี 2556

 

-  สำนักงานสถิติของกรีซ (Elstat) รายงานว่า อัตราว่างงานของกรีซในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นแตะระดับ 22.5% จาก 22% ในเดือนมีนาคม ซึ่งทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ทั้งนี้ เศรษฐกิจกรีซยังคงเผชิญภาวะถดถอยต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดแรงงานอยู่ในภาวะย่ำแย่ โดยเมื่อต้นเดือนนี้ ผลสำรวจเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของกรีซร่วงลงสู่ระดับ 40.1 ในเดือนมิถุนายน จาก 43.1 ในเดือนพฤษภาคม

 

เอเชีย: เกาหลีใต้

 

-  ธนาคารกลางเกาหลีใต้สร้างความประหลาดใจต่อตลาดด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เพื่อเป็นการผ่อนคลายนโยบายตามกระแสทั่วโลก ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ 3.00% ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2552 ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี ทั้งนี้มีนักวิเคราะห์เพียง 3 รายจาก 26 รายที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์ที่คาดว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ที่เหลือคาดว่าธนาคารกลางฯจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย แม้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางในยุโรปและจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันนี้เป็นการยุติวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางเกาหลีใต้ที่เริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2553  ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นรวม 1.25% แต่น้อยกว่าครึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3.25% ในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินโลกระหว่างปี 2551-2552

 

ญี่ปุ่น

 

- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยเผื่อเรียกข้ามคืนไว้ที่ 0-0.10 % ในการประชุมตามความคาดหมาย ขณะที่เพิ่มวงเงินซื้อหลักทรัพย์ระยะสั้นตามโครงการซื้อสินทรัพย์อีก 5 ล้านล้านเยน ขณะเดียวกันบีโอเจคงมุมมองที่ว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นการแสดงความเชื่อมั่นว่า อุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง โดยที่ไม่ต้องมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ทั้งนี้บีโอเจได้ปรับโครงการซื้อสินทรัพย์และปล่อยสินเชื่อ โดยประกาศว่าจะซื้อหลักทรัพย์ระยะสั้นเพิ่มเติม ขณะเดียวกันจะลดวงเงินการปล่อยกู้ภายใต้โครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่ แต่บีโอเจคงมูลค่าทั้งหมดของโครงการซื้อสินทรัพย์และปล่อยสินเชื่อที่ 70 ล้านล้านเยน (8.79 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) นอกจากนี้ในรายงานทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจประจำไตรมาสบีโอเจยังได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานสำหรับปีงบการเงินที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคมปีหน้าลงสู่ 0.2% จาก 0.3% ที่เคยคาดไว้ในเดือนเมษายน และบีโอเจคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสำหรับปีงบประมาณหน้าที่ 0.7%

 

ออสเตรเลีย

 

-  การจ้างงานในออสเตรเลียลดลง 27,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ซึ่งข้อมูลที่อ่อนแอเกินคาดดังกล่าวส่งผลให้ดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง และทำให้นักลงทุนคาดการณ์ถึงโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าการจ้างงานจะทรงตัวในเดือนมิถุนายน หลังจากเพิ่มขึ้น 27,900 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ 5.2% ตามคาดในเดือนมิถุนายน

 

ไทย

 

- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง รายงานว่า รายได้รัฐบาลสุทธิเดือนมิถุนายน 2555 จัดเก็บรายได้ 133,455 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6,604 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 55 (ตุลาคม 54 — มิถุนายน 55) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิสูงกว่าเป้าหมาย 10,255 ล้านบาท ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายน 55 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 133,455 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6,604 ล้านบาท หรือ 5.2% (สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 21.2%) สาเหตุสำคัญมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากเหตุการณ์อุทกภัยและผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ทำให้ภาษีรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการถึง 3,226 ล้านบาท หรือ 35.0% นอกจากนี้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 2,807 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.8 และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 2,657 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.1 และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 1,913 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวงได้นำส่งรายได้จำนวน 1,052 ล้านบาท (จากที่ประมาณการว่าจะนำส่งเมื่อเดือนเมษายน 2555) ส่วนภาษีน้ำมันยังคงจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 4,857 ล้านบาท หรือร้อยละ 49.3 ซึ่งเป็นผลจากการขยายเวลาลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 0.005 บาท ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 55(ตุลาคม 54— มิถุนายน 55) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,431,365 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 10,255 ล้านบาท หรือ 0.7% (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.2%) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 12,543 ล้านบาท, ภาษีอากรขาเข้า จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 11,048 ล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 9,132 ล้านบาท

 

-  มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เปิดเผยว่า แนวโน้มระบบธนาคารของไทยในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้ามีเสถียรภาพ โดยแนวโน้มที่มีเสถียรภาพได้รับปัจจัยหนุนจากมุมมองที่ว่า การฟื้นฟูและการเติมทุนสำรองที่ลดลงจะช่วยให้การผลิตของบริษัทต่างๆ ฟื้นตัว ขณะที่รัฐบาลก็ได้เดินหน้าโครงการต่างๆภายหลังจากที่เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ทั้งนี้ มูดีส์คาดว่า อัตราการขยายตัวของสินเชื่อต่อปีจะอยู่ที่ 5-10% โดยภาคระบบสาธารณูปโภคและการผลิตจะมีส่วนในการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่จำนวนมาก ขณะที่ผลการทดสอบสภาวะวิกฤตของมูดีส์ระบุว่า ธนาคารของไทยมีความยืดหยุ่นทางการเงินมากพอที่จะรับมือกับภาวะถดถอยในเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์ ภายใต้บริบทที่ตรงกันข้ามกัน ซึ่งหนี้เสียอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 10% นั้น ระดับเงินทุนของธนาคารที่มูดีส์จัดอันดับจะยังคงอยู่ในช่วง 7-16%

 

อื่น ๆ

 

-  นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ระบุว่า IMF เตรียมปรับทบทวนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)โลกอีกครั้งในวันจันทร์นี้(16 กรกฎาคม 55) หลังมองเศรษฐกิจในเอเชียมีแนวโน้มการเติบโตได้ดี แม้จะได้รับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกทั้งจากยุโรปและสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ยังมี 2 ปัจจัยที่ต้องติดตามเพราะอาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย คือ ปัจจัยแรกมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังไม่สามารถจัดการกับเพดานหนี้สาธารณะได้ และมีแนวโน้มจะขยายเพดานการก่อหนี้เพิ่มอีก เนื่องจากสหรัฐฯ มีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายต่างๆ ดังนั้น นโยบายที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้ย่อมเป็นผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก รวมทั้งเอเชีย เพราะหากสหรัฐฯยังใช้นโยบายขยายเพดานการก่อหนี้ซึ่งจะทำให้มีปริมาณเงินไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียมากขึ้น จึงเป็นประเด็นต้องจับตา เพราะการดำเนินนโยบายต่างๆ ของสหรัฐฯ ยังมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในประเทศเป็นหลัก อีกปัจจัยหนึ่งมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจในยุโรปที่ยังมีปัญหาในภาคธนาคารพาณิชย์และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงโดยที่ยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากความสามารถในการรวมกลุ่มของประเทศยูโรโซนทำได้เพียงระดับหนึ่ง แต่โครงสร้างพื้นฐานของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ รัฐบาลของแต่ละประเทศในยุโรปยังไม่สามารถใช้มาตรการรัดเข็มขัดอย่างได้ผลชัดเจน

 

Money Market

 

-  บาท/ดอลลาร์  เมื่อวันพฤหัส (12 ก.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยจีนและสิงคโปร์จะแถลงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ในวันพรุ่งนี้ซึ่งตลาดคาดว่าอัตราการขยายตัวจะชะลอลงจากไตรมาสแรก ขณะเดียวกันในวันนี้ออสเตรลียก็รายงานตัวเลขการจ้างงานที่ลดลงในเดือนมิถุนายน ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ก็ลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างไม่คาดหมาย

 

-  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (12 กค.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้จากการที่นักลงทุนเลือกถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้นเนื่องจากมีความกังวลต่อการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดีการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันนี้ซึ่งได้เพิ่มวงเงินซื้อสินทรัพย์อีก 5 ล้านล้านเยนก็ได้ชะลอการแข็งค่าของเงินเยนลงเล็กน้อย

 

-  ยูโร/ดอลลาร์  เมื่อวันพฤหัส (12 ก.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้จากการที่นักลงทุนถือดอลลาร์สหรัฐฯและเยนมากขึ้นในวันนี้ก่อนการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ในวันพรุ่งนี้ซึ่งคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะชี้ถึงภาวะการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ขณะเดียวกันรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศ และการที่ธนาคารกลางของหลายประเทศลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างไม่คาดหมายก็ทำให้ความกังวลที่ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้มีมากขึ้น

 

Capital Market

-  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส (12 ก.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯลดลงในวันนี้ โดยได้รับผลกระทบจากการประกาศเตือนเกี่ยวกับผลกำไรของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีเกี่ยวกับยอดขายที่ซบเซา โดยระบุว่าความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกกำลังส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี

 

-  ตลาดหุ้นเอเชีย  เมื่อวันพฤหัส (12 ก.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 1.48% ในวันนี้ แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่มวงเงินซื้อสินทรัพย์อีก 5 ล้านล้านเยน และลดวงเงินการปล่อยกู้ภายใต้โครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่ โดยหุ้น Mitsubishi UFJ Financial Group ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่สุดของญี่ปุ่นมีราคาลดลง 1.8% ในวันนี้ ขณะที่ Toyota Motor ลดลง 1.8% เช่นกันจากผลของค่าเงินเยนที่แข็งขึ้น Tokyo Electric Power ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีราคาลดลงมาอยู่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลังมีรายงานค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวปีก่อนฯ ส่วน Asahi Glass มีราคาลดลง 6.8% จากการลดการคาดการณ์กำไร สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.46% ในวันนี้โดยนักลงทุนเข้าช้อนซื้อเก็งกำไรในหุ้นบริษัทถ่านหินที่ลดลงอย่างรุนรงก่อนหน้านี้จากการลดลงของราคาถ่านหินเนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับความต้องการพลังงานที่ลดลง อย่างไรก็ดีเทรดเดอร์กล่าวว่ามีเม็ดเงินใหม่จำนวนไม่มากนักที่กำลังไหลเข้าสู่ตลาดเนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจเริ่มชี้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนรุนแรงกว่าที่คาดไว้ สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดลดลง  2.03%

 

-  ตลาดหุ้นไทย  เมื่อวันพฤหัส (12 ก.ค) ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็กังวลเกี่ยวกับปัญหาการเมืองในประเทศ โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 15.54 จุด

 

โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 13 กรกฎาคม  2555

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday466
mod_vvisit_counterAll days466

We have: 466 guests online
Your IP: 216.73.216.157
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 14, 2026

4255360