| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Friday, 03 August 2012 09:22 | |||
|
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Snapshot สหรัฐอเมริกา - ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rates) ที่ระดับ 0 - 0.25% ในการประชุมระยะเวลา 2 วันซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พร้อมกับยืนยันว่า เฟดจะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2557 โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้เฟดระบุว่าจะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมหากจำเป็น ขณะเดียวกันเฟดได้ปรับลดมุมมองทางเศรษฐกิจลงจากการประชุมครั้งก่อน โดยระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ "ค่อนข้างชะลอตัวลง" จากที่เคยประเมินในการประชุมครั้งก่อนว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจ "ขยายตัวปานกลาง" - การจ้างงานในภาคเอกชนที่จัดทำโดย ADP Employer Services ในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 163,000 ตำแหน่ง จากที่เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่งซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับทบทวนแล้ว โดยเมื่อพิจารณาตามขนาดพบว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีพนักงาน 500 คนขึ้นไป จ้างงานเพิ่มขึ้น 23,000 ตำแหน่ง ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางจ้างงานเพิ่ม 67,000 ตำแหน่ง และธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน จ้างงานเพิ่มขึ้น 73,000 ตำแหน่ง - ค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 0.4% (m-o-m:annual rate) สู่ระดับ 8.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป็นระดับสูงสุดนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 หลังจากที่ในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 1.6% ที่ 8.3833 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 1.3% สู่ระดับ 2.6560 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี ส่วนค่าใช้จ่ายด้านก่อสร้างของภาคเอกชนทั้งหมดปรับเพิ่มขึ้น 0.7% สู่ระดับ 5.6786 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รัฐบาลระดับรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นมีค่าใช้จ่ายด้านก่อสร้างเพิ่มขึ้น 0.2% ที่ 2.4782 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่การก่อสร้างของรัฐบาลกลางลดลง 1.6% สู่ระดับ 2.641 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐที่จัดทำโดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 49.8 จากระดับ 49.7 ในเดือนมิถุนายน แต่ระดับที่อยู่ต่ำกว่า 50 ยังหมายถึงการหดตัวของสหรัฐฯ โดยดัชนีการจ้างงานอยู่ที่ระดับ 52 จาก 56.6 ในเดือนก่อน ขณะที่ดัชนียอดสั่งซื้อใหม่ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยสู่ระดับ 48 จากระดับ 47.8 ในเดือนก่อน ขณะเดียวกันการส่งออกก็ร่วงลงสู่ระดับ 46.5 จาก 47.5 ในเดือนก่อน - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐที่จัดทำโดย Markit ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ระดับ 51.4 จากระดับ 52.5 ในเดือนมิถุนายน ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 และตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าคาดการณ์เบื้องต้นที่ระดับ 51.8 อันเป็นผลมาจากวิกฤตหนี้ยุโรป ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองในสหรัฐ เป็นปัจจัยที่ฉุดให้อุปสงค์ลดลง - ยอดสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงานในเดือนมิถุนายนหดตัว 0.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนพฤษภาคม ตรงกันข้ามกับที่นักเศรษฐศาสตร์คส่วนใหญ่คาดวาจะอยู่ที่ 0.5% อันเป็นผลมาจากความต้องการเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางธุรกิจที่มีเพียงเล็กน้อยและการลดลงของยอดสั่งซื้อสินค้าไม่คงทนที่ลดลงมากที่สุดในรอบ 3 ปี โดยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 1.3% จากการรายงานก่อนหน้านี้ที่หดตัว 1.6% ขณะที่ยอดสั่งซื้อสินค้าไม่คงทนหดตัวถึง 2.0% จากที่หดตัว 0.4% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการหดตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 เช่นเดียวกันยอดสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงานที่ไม่รวมหมวดขนส่งหดตัวสูงถึง 1.8% หลังจากที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อน ขณะที่ยอดสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมหมวดเครื่องบินและยุทโธปกรณ์ลดลง 1.7% - ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 กรกฎาคม 2555 เพิ่มขึ้น 8,000 รายสู่ระดับ 365,000 ราย ขณะที่ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ 365,500 ราย จากระดับ 368,250 ราย สำหรับยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานแบบต่อเนื่องในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 กรกฎาคม ลดลง 19,000 ราย สู่รัดบ 3.272 ล้านราย
ยุโรป: สหภาพยุโรป - ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% ในการประชุมเมื่อวันพฤหัสที่ 2 สิงหาคม - ดัชนีผู้จัดฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคอุตสาหกรรมระบุภาคการผลิตของยูโรโซนหดตัวลงเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกันในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ผลผลิตและยอดสั่งซื้อใหม่ลดลง ข้อมูลดังกล่าวซึ่งบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงมากขึ้นนั้น จะเป็นข้อมูลสำหรับผู้กำหนดนโยบายที่กำลังพยายามควบคุมวิกฤติหนี้ที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค ทั้งนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตในยูโรโซนของ Markit ลดลงสู่ระดับ 44.0 ในเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 และต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ 44.1 และระดับ 45.1 ในเดือนมิถุนายน ส่วนดัชนีผลผลิตลดลงสู่ระดับ 43.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 โดยลดลงจากระดับ 44.7 ในเดือนมถุนายน และตัวเลขเบื้องต้นที่ 43.6
เยอรมนี - ดัชนีผู้จัดฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคอุตสาหกรรมของประเทศเยอรมนีที่จัดทำโดย Markit/BME Germany ในเดือนกรกฎาคมลดลงสู่ระดับ 45.0 จากระดับ 43.0 ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 อันเนื่องมาจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง
ฝรั่งเศส - ดัชนีผู้จัดฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคอุตสาหกรรมระบุภาคการผลิตของฝรั่งเศสชะลอตัวลงมากขึ้นในเดือนกรกฎาคม โดยหดตัวลงมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่ปริมาณยอดสั่งซื้อใหม่ลดลง และบริษัทต่างๆพากันปรับลดพนักงาน ทั้งนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ขั้นสุดท้ายของภาคการผลิตโดยMarkit/CDAF ลดลงสู่ระดับ 43.4 ในเดือนกรกฎาคม จาก 45.2 ในเดือนมิถุนายน โดยลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 โดยดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งแบ่งแยกระหว่างการขยายตัวและการหดตัวเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกันแล้ว
กรีซ - ดัชนีผู้จัดฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคอุตสาหกรรมระบุภาคการผลิตของกรีซหดตัวลงเป็นเดือนที่ 35 ติดต่อกันในเดือนกรกฎาคม ขณะที่วิกฤติการเงินและภาวะถดถอยรุนแรงของกรีซทำให้การผลิต, ยอดสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน ลดลงอย่างมาก โดยกรีซกำลังประสบกับภาวะถดถอยรุนแรง ซึ่งกำลังขัดขวางความพยายามลดยอดขาดดุล และทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการลดงบประมาณรายจ่ายลงอีก และจัดเก็บภาษีซึ่งยิ่งทำให้อุปสงค์ลดลง ทั้งนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของมาร์กิต เพิ่มสู่ระดับ41.9 ในเดือนกรกฎาคม จาก 40.1 ในเดือนมิถุนายน โดยดัชนี PMI อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ที่แบ่งแยกระหว่างการขยายตัวและการหดตัวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552
อิตาลี - ดัชนีผู้จัดฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคอุตสาหกรรมระบุภาคการผลิตของอิตาลีหดตัวลงเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกันในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ยอดสั่งซื้อ และผลผลิตชะลอตัวลง และการจ้างงานลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ซึ่งบ่งชี้ว่าภาวะถดถอยที่รุนแรงในขณะนี้จะยังไม่ยุติลงในระยะใกล้ ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของ Markit/ADACI ลดลงสู่ระดับ 44.3 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน จาก 44.6 ในเดือนมิถุนายน
อังกฤษ - ดัชนีผู้จัดฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคอุตสาหกรรมระบุภาคการผลิตของอังกฤษหดตัวลงมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปีในเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำลายความหวังที่ว่า อังกฤษอาจจะฟื้นตัวจากภาวะถดถอยในช่วงฤดูร้อนนี้ ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของ Markit/CIPS ลดลงสู่ระดับ 45.4 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 48.4 ในเดือนมิถุนายนซึ่งบ่งชี้ถึงการหดตัวลง - ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) วันพฤหัสที่ 2 สิงหาคม และไม่ได้ขยายมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) แม้จะมีสัญญาณเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอ่อนแอลงก็ตาม
เอเชีย: จีน - ดัชนี PMI ของจีนชี้ว่าภาคการผลิตของจีนใกล้เข้าสู่ภาวะหดตัวมากขึ้น โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตจากการจัดทำของสำนักงานสถิติ ของจีนและ China Federation of Logistics and Purchasing เดือนกรกฎาคมลดลงมาอยู่ที่ 50.1 จาก 50.2 ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจโดย Bloomberg คาดการณ์ไว้ที่ 50.5 โดยระดับที่สูงกว่า 50 ชี้ถึงภาวะขยายตัว - ผลสำรวจดัชนี PMI จีนของเอชเอสบีซีพบว่า ภาคการผลิตของจีนหดตัวน้อยลงในเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของเอชเอสบีซีเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 49.3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์เบื้องต้นที่ 49.5 และสูงกว่าระดับ 48.2 ในเดือนมิถุนายน ข้อมูลของเอชเอสบีซีมีความแตกต่างจากข้อมูล PMI อย่างเป็นทางการของจีน ซึ่งสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติฯ ซึ่งลดลงสู่ระดับ 50.1 ในเดือนกรกฎาคม จาก 50.2 ในเดือนมิถุนายน
เกาหลีใต้ - อัตราเงินเฟ้อของเกาหลีใต้ลดลงต่ำสุดในรอบ 12 ปี ขณะที่การส่งออกหดตัวลงมากที่สุดนับจากเกิดวิกฤติการเงิน ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้จะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้นหลังจากได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างไม่คาดหมายเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยสำนักงานสถิติของเกาหลีใต้รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1.5% ขณะที่กระทรวงเศรษฐกิจของเกาหลีใต้รายงานว่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคมลดลง 8.8% จากเดือนเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับจากเดือนกันยายน 2552 โดยต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ไว้ว่าจะหดตัว 3.7% - ผลสำรวจบ่งชี้ว่า กิจกรรมภาคการผลิตของเกาหลีใต้หดตัวลงในเดือนกรกฎาคมมากที่สุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่วิกฤติยูโรโซนที่ยืดเยื้อเป็นปัจจัยถ่วงอุปสงค์ที่มีความอ่อนแออยู่แล้ว โดย Markit Economics ระบุในแถลงการณ์ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของ HSBC/Markit สำหรับภาคการผลิตของเกาหลีใต้ลดลงสู่ระดับ 47.2 ในเดือนกรกฎาคม จาก 49.4ในเดือนมิถุนายนซึ่งนับเป็นการลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยดัชนีที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า กิจกรรมการผลิตหดตัวลงในเดือนกรกฎาคม
อินเดีย - ผลสำรวจพบว่ายอดสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่หดตัวลงและผลผลิตที่ชะลอตัวลง ทำให้ภาคการผลิตของอินเดียในเดือนกรกฎาคมชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทั้งนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของเอชเอสบีซีลดลงสู่ระดับ 52.9 ในเดือนกรกฎาคม จาก 55.0 ในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ดีดัชนี PMI ยังคงยืนเหนือระดับ 50 ที่แบ่งแยกระหว่างการขยายตัวและการหดตัวมากว่า 3 ปีแล้ว
ออสเตรเลีย - ราคาบ้านในออสเตรเลียในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดหมายหลังจากธนาคารกลางออสเตรเลียลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือว่าเป็นการยุติช่วงเวลาของการลดลงของราคาบ้านในออสเตรเลียในช่วง 5 ไตรมาสก่อนหน้านั้น โดยสำนักงานสถิติของออสเตรเลียรายงานว่าดัชนีราคาบ้านใน 8 เมืองสำคัญไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งดีกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจโดย Bloomberg ที่คาดว่าจะลดลง 0.5%
อินโดนีเซีย - สำนักงานสถิติของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนมิถุนายนลดลง 16.44% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี และลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะลดลง 7.8% ส่วนอัตราเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 4.56% อันเป็นผลจากราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ เทียบกับ 4.53% ในเดือนมิถุนายน
ไทย - ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(CPI) เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 2.73% (y-o-y) อยู่ที่ 115.82 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 0.35% (m-o-m) ส่งผลให้ CPI เฉลี่ย 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.55) เพิ่มขึ้น 2.92% (y-o-y) ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ(Core CPI) เพิ่มขึ้น 1.87% (y-o-y) มาอยู่ที่ 108.34 และเพิ่มขึ้น 0.03% (m-o-m) เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่งผลให้ Core CPI เฉลี่ย 7 เดือนของปีนี้เพิ่มขึ้น 2.30% (y-o-y) - ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค(CCI) ที่จัดทำโดยกระทรวงพาณิชย์ในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 29.1 จากระดับ 27.6 ในเดือนมิถุนายน ขณะที่รายได้ในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 48.5 จากระดับ 46.3 ในเดือนก่อน สำหรับปัจจัยบวกที่มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ก.ค.มาจาก 1.ครม.ขยายเวลาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลออกไปอีก 1 เดือน 2.ครม.อนุมัติงบประมาณแทรกแซงราคายางพารา 15,000 ล้านบาท 3.คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้เกิดความชัดเจนด้านการเมืองมากขึ้น 4.รัฐบาลยังคงมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชน เป็นต้น ขณะที่ปัจจัยลบ มาจาก 1.วิกฤติการเงินในยุโรปที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย 2.ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3.เหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4.การระบาดของโรคมือเท้าปาก เป็นต้น - สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) รายงานว่ามีการทบทวนและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์เสมอ รวมทั้งการจัดทำแผนจำลองสถานการณ์วิกฤติต่างๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถาบันฯ เพื่อรองรับแผนยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานด้านการจัดการความเสี่ยงที่ต้องพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อเป็นแนวทางในการปรับยุทธศาสตร์และการดำเนินกลยุทธ์การคุ้มครองเงินฝากได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากลที่สถาบันประกันเงินฝากทั่วโลก ทั้งนี้ การจัดทำกรอบนโยบายการบริหารความเสี่ยงขององค์กรเชิงบูรณาการ อาทิ กรอบนโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ กรอบนโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศ กรอบนโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านการคุ้มครองเงินฝาก และกรอบนโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เป็นต้น
อื่นๆ - ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อภาคธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีของอิหร่าน อันเนื่องมาจากโครงการนิวเคลียร์ที่เป็นข้อพิพาทกันของอิหร่าน โดยระบุว่า “เพื่อยับยั้งอิหร่านไม่ให้จัดตั้งกลไกการชำระเงินสำหรับการซื้อน้ำมันของอิหร่านเพื่อเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างในปัจจุบันของกฎหมายคว่ำบาตรของเรา ซึ่งรวมถึงข้อยกเว้นสำหรับการลดการซื้อน้ำมันของอิหร่านลงอย่างมาก" - องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) เปิดเผยว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศสมาชิก 34 ประเทศในเดือนมิถุนายนขยายตัว 2.0% (y-o-y) จากที่ขยายตัว 2.1% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอตัวที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานขยายตัวที่ 1.8% จากที่ขยายตัว 1.9% ในเดือนก่อน โดยราคาพลังงานในเดือนมิถุนายนปรับขึ้น 1.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายปีที่ต่ำที่สุดนับแต่เดือนตุลาคม 2552 ขณะที่ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 2.8% จากที่ขยายตัว 2.6% ในเดือนพฤษภาคม พร้อมระบุว่า การที่อัตราเงินเฟ้อได้จะชะลอลงต่อเนื่อง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางต่างๆจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อหนุนการขยายตัวที่อ่อนแรง
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ-พฤหัส (1-2 ส.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินในเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันพุธโดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงมาจากการทีนักลงทุนบางส่วนปรับตัวรับความเป็นไปได้ในการที่เฟดอาจจะประกาศมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์รอบใหม่ อย่างไรก็ดีดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับบาทในช่วงตลาดสหรัฐฯ - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ-พฤหัส (1-2 ส.ค.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันพุธก่อนที่จะอ่อนลงหลังจากนั้น ทั้งนี้มีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เยนมีแนวโน้มแข็งขึ้นในช่วงนี้ ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงของหลายประเทศที่ส่งผลให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการถือสินทรัพย์เสี่ยงและถือเยนมากขึ้น รวมทั้งปัจจัยจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯและ ECB ในสัปดาห์นี้ โดยในช่วงตลาดสหรัฐฯค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเยนหลังเฟดไม่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ-พฤหัส (1-2 ส.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันพุธก่อนการเสร็จสิ้นการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในคืนวันพุธและการประชุม ECB ในวันพฤหัส โดยจากผลสำรวจของรอยเตอร์นักลงทุนบางส่วนกำลังปรับตัวรับความเป็นไปได้ที่เฟดจะประกาศมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์รอบใหม่โดยการคาดการณ์ดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่อ่อนแอลง และจากการตีความคำแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯในเชิงผ่อนคลายก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันนักลงทุนก็จับตาการประชุม ECB หลังจากที่ประธาน ECB กล่าวก่อนหน้านี้ว่าจะดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นในการปกป้องยูโรโซน อย่างไรก็ดียูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงตลาดสหรัฐฯหลังเฟดไม่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ-พฤหัส (1-2 ส.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯลดลงในวันพุธจากการที่เฟดไม่ได้ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมและปรับลดมุมมองเศรษฐกิจลงจากการประชุมครั้งก่อน โดยในวันพฤหัสดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯยังคงลดลงจากการทีนักลงทุนผิดหวังจากผลการประชุมของ ECB - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อพุธ-พฤหัส (1-2 ส.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดวันพุธลดลง 0.61% จากการที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนซึ่งจัดทำโดยทางการจีนเดือนกรกฎาคมลดลงมาอยุ่ที่ระดับ 50.1 จาก 50.2 ในเดือนก่อนและต่ำสุดใน 8 เดือน และชี้ถึงแนวโน้มที่ใกล้จะเข้าสู่ภาวะหดตัว อีกทั้งยังได้ปัจจัยลบจากการที่กำไรสุทธิของ Honda และ Komatsu ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตสูงขึ้นในช่วงเช้าวันพุธจากการที่รัฐบาลจีนยืนยันที่จะรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความกังวลจากตัวเลขดัชนี PMI โดยปิดตลาดวันพุธดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเพิ่มขึ้น 0.94% สำหรับในวันพฤหัสดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 0.13% จากการที่นักลงทุนหวังว่าธนาคารกลางยุโรปจะมีมาตรการทางเศรษฐกิจในการแก้วิกฤติหนี้ยูโรโซน ในขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตและดัชนีฮั่งเส็งลดลง 0.57% และ 0.66% ตามลำดับจากการที่ราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จีนลดลงหลังมีรายงานว่ารัฐบาลจีนอาจใช้มาตรการชุดใหม่เพื่อคุมเข้มภาคอสังหาริมทรัพย์ - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพุธ( 1 ส.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในช่วงแคบๆในเช้าวันพุธ โดยมีปัจจัยลบจากการที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตของทางการจีนต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ขณะที่นักลงทุนรอดูผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในคืนนี้และการประชุม ECB ในวันพฤหัส โดยในช่วงบ่ายดัชนีปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ปิดตลาดวันพุธ SET INDEX เพิ่มขึ้น 1.83 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2555
|






![]() | Today | 714 |
![]() | All days | 714 |
Comments