Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Tuesday, 25 September 2012 09:43

Snapshot

สหรัฐอเมริกา

-  ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาชิคาโก รายงานว่า ดัชนีกิจกรรมทั่วประเทศในเดือนสิงหาคมลดลงสู่ระดับ -0.87ลดลงจากระดับ -0.12 ในเดือนกรกฎาคม

-  กองทุนเฮดจ์ฟันด์และนักเก็งกำไรรายใหญ่ได้เพิ่มมูลค่าการถือครองสถานะซื้อในสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับระดับในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม ในขณะที่นักเก็งกำไรกลุ่มนี้เข้าซื้อน้ำมัน, โลหะ และสินค้าเกษตร เนื่องจากคาดว่าราคาจะพุ่งขึ้นโดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการการค้าสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐ (CFTC) ได้เปิดเผยว่า มูลค่าการถือครองสถานะซื้อสุทธิได้พุ่งขึ้นจากระดับ 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมสู่ระดับ 1.18 แสนล้านดอลลาร์ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน

 

ยุโรป: เยอรมนี

-  ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีที่จัดทำโดย สถาบัน Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี ในเดือนกันยายนลดลงสู่ระดับ 101.4 จากระดับ 102.3 ในเดือนสิงหาคม โดยเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะทางธุรกิจในปัจจุบันก็ปรับตัวลงที่ 110.3 จากระดับ 111.1 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่การคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มทางธุรกิจลดลงที่ 93.2 จากระดับ 94.2 ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ การที่ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีที่อ่อนแรงเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของเยอรมนีมีแนวโน้มจะอยู่ในภาวะย่ำแย่ต่อไปในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

 

เยอรมนีและฝรั่งเศส

-  นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคลของเยอรมนีและประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ของฝรั่งเศส เรียกร้องให้มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่แน่นแฟ้นมากขึ้นระหว่างสองประเทศ และเน้นย้ำความเป็นเอกภาพของยุโรปในการหาทางออกสำหรับวิกฤตหนี้ของภูมิภาค  โดยในระหว่างการพบปะกันดังกล่าว ผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสได้หารือเกี่ยวกับการควบรวมกิจการที่มีอาจจะมีขึ้นระหว่างบริษัท EADS ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินแอร์บัส และบริษัท BAE ของอังกฤษ รวมทั้งการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นในภาคการธนาคารของยุโรป ทั้งนี้ EADS และ BAE ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าอยู่ระหว่างการเจรจาควบรวมกิจการ ซึ่งจะทำให้เกิดบริษัทการบินเชิงพาณิชย์และกลาโหมรายใหญ่ที่สุดของโลก โดย BAE มีแผนจะถือหุ้น 40% ในบริษัทใหม่ดังกล่าว ขณะที่ EADS จะมีหุ้น 60% และการเจรจาเกี่ยวกับการควบรวมกิจการมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 ตุลาคม นอกจากนี้ นายกฯ เยอรมนียังได้หารือกับผู้นำฝรั่งเศสในประเด็นการกำกับดูแลภาคการธนาคารร่วมกันด้วย แต่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับสหภาพการธนาคาร

 

สเปน

-  กระทรวงเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของสเปน รายงานว่า ยอดขาดดุลการค้าของสเปนกรกฎาคมลดลง 20.9% (y-o-y) สู่ระดับ 20,334.1 ล้านยูโร โดยยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 3.7% (y-o-y) สู่ระดับ 129,574.6 ล้านยูโร ขณะที่ยอดนำเข้าลดลง 0.5% สู่ระดับ 149,908.7 ล้านยูโร แม้ว่าการนำเข้าพลังงานอย่างน้ำมันและก๊าซจะเพิ่มขึ้นถึง 13.6% ก็ตาม

 

อังกฤษ

-  สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า การกู้ยืมสุทธิของภาครัฐบาลในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 45 ล้านปอนด์จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูลmujระดับ 1.44 หมื่นล้านปอนด์ (2.341 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ทั้งนี้ ยอดการกู้ยืมสุทธินับเป็นมาตรวัดยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษ โดยตัวเลขที่มีการเปิดเผยไม่นับรวมการแทรกแซงในภาคการเงิน

 

เอเชีย: จีน

-  ศูนย์ศึกษาว่าด้วยจีนในเศรษฐกิจโลก (CCWE) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวน้อยลงในช่วงไตรมาส 4 หลังจากรัฐบาลประกาศใช้มาตรการต่างๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม CCWE เตือนว่าความคืบหน้าทางเศรษฐกิจในอนาคตนั้นยังคงไม่แน่นอน ทั้งนี้ CCWE ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยซิงหัวคาดว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 7.7% ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2555 และคาดว่าตลอดปี 2555 นั้น เศรษฐกิจจะขยายตัว 7.8%ทั้งนี้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 7.6% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ช้าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี โดย CCWE ระบุว่าเป็นผลมาจากการชะลอตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่คาดว่าการลงทุนในด้านดังกล่าวจะดีดตัวขึ้นหลังจากรัฐบาลอนุมัติโครงการสาธารณูปโภคเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) ได้อนุมัติโครงการสาธารณูปโภคกว่า 10 โครงการ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านหยวน หรือ 1.5773 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา รวมถึงโครงการสร้างทางหลวง ท่าเรือ ทางรถไฟ และโรงงานขจัดของเสียทั่วประเทศ ส่วนในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 CCWE คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 8.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี และคาดว่าเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2556 จะขยายตัวราว 8%อย่างไรก็ตาม CCWE ระบุว่า เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับความเสี่ยงมากมาย รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองทั่วโลก และทางเลือกที่จำกัดในการใช้นโยบายการเงิน

-  รายงาน Beige Book ของจีนซึ่งจัดทำโดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทมากกว่า 2,000 บริษัทระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม-3กันยายน โดย CBB International LLC ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยจากนิวยอร์ค ชี้ว่าผู้ถูกสำรวจมองว่าธนาคารกลางจีนมีโอกาสน้อยลงในการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติมหลังจากที่ได้ลดอัตราดอกเบี้ยไป 2 ครั้งในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและภาคค้าปลีกในจีนมองแนวโน้มไปในทางลบมากขึ้นเกี่ยวกับยอดขายเมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้านั้น และมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่ลดการจ้างงานลง

 

ญี่ปุ่น

-  รายงานการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประจำวันที่ 8-9 สิงหาคม ซึ่งมีการเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายบางรายของบีโอเจได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่รุนแรงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในยุโรปที่มีต่อการค้าทั่วโลก โดยเห็นว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมากขึ้นในยูโรโซนนั้น ได้สร้างแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจทั่วโลก ด้วยการทำให้การค้าทั่วโลกหดตัวลง ส่วนในด้านเศรษฐกิจจีนนั้น เจ้าหน้าที่บีโอเจได้แสดงความเห็นว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความคืบหน้าด้านการส่งออกของญี่ปุ่นนั้น เจ้าหน้าที่บางรายกล่าวว่า บริษัทเอกชนอาจจะเริ่มปรับแผนการผลิต เพราะคาดว่ายอดส่งออกอาจจะหดตัวลง และผลด้านนโยบายก็จะลดน้อยลงด้วย

 

ไทย

-  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า จากการประเมินแรงกดดันจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ หรือQE3  ของธนาคารกลางสหรัฐ   ซึ่งเริ่มดำเนินการไปเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมานั้น  ถือว่าแรงกดดันส่วนนี้มีน้อยกว่าที่คาดเอาไว้ และยังไม่พบการเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ ที่มากเกินไป   แต่ก็ยังต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด เพราะยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการใช้มาตรการดังกล่าวเท่านั้น โดยหลังจากที่ Fed ประกาศใช้ QE3 จนถึงวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา  ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 0.5% เท่านั้น  ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งนี้ สาเหตุที่แรงกดดันจากมาตรการ QE3ต่อค่าเงินบาทไทย ไม่รุนแรงเหมือน QE1และ QE2 นั้น จากการที่เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งจึงไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากนัก

-  ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 30 แห่ง จำนวน 70 คน เรื่อง “ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย” พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 64.3 เห็นว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรวดเดียว 300 บาททั่วประเทศใน 70 จังหวัดที่เหลือแล้วคงที่ไว้เป็นเวลา 2 ปี (ปี 2557-2558) เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกทาง โดยให้เหตุผลที่สำคัญว่า ธุรกิจจะไม่สามารถปรับตัวได้ทันโดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงศักยภาพทางธุรกิจในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน ขณะที่มีเพียงร้อยละ 18.6 เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกทางแล้ว โดยให้เหตุผลที่สำคัญว่า เป็นการเพิ่มอำนาจซื้อ เพิ่มการกระจายรายได้ และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค อย่างไรก็ดี เมื่อถามต่อว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เท่ากันทั่วประเทศที่ 300 บาทต่อวันเป็นการดำเนินการที่เหมาะสมหรือไม่ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 72.9 เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์เห็นว่ารัฐบาลควรดูแลอัตราเงินเฟ้อทั่วไปให้อยู่ในระดับต่ำไม่เกิน 3.45% ต่อปี

-  ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ระบุว่า สถานการณ์การค้าต่างประเทศในปี 2556 จะแย่มากขึ้นเมื่อเทียบจากปีนี้ หลังจากขณะนี้ลูกค้าต่างชะลอคำสั่งซื้อในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 จากปกติช่วงนี้จะต้องเริ่มมีการสั่งซื้อเข้ามาบ้าง หลังปิดคำสั่งซื้อไตรมาส 4 ของปี 2555 ไปแล้ว เนื่องจากลูกค้าต่างต้องการขอรอดูยอดขายช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ในช่วง 2 เดือนนี้ก่อน เพราะยังไม่แน่ใจว่าสินค้าที่สั่งซื้อไปแล้วจะขายได้หรือไม่ นอกจากนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ยังขอเจรจาลดราคาสินค้า โดยอ้างเหตุผลภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและยังไม่มีแนวโน้มว่าฟื้นในระยะสั้น ตลอดจนต้องการรอดูสถานการณ์น้ำของไทยว่า จะซ้ำรอยปีที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะห่วงจะกระทบต่อการผลิต และการขนส่งสินค้าไม่สามารถส่งมอบได้ตามกำหนด สอดคล้องกับด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ระบุว่า พิจารณาแนวโน้มแล้วยอดคำสั่งซื้อปีหน้าคงไม่มาก โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรก เพราะส่วนใหญ่ต่างก็ชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้นเชื่อว่า ภาพรวมการส่งออกปีหน้าจะยังย่ำแย่ โดยอาจขยายตัวได้ประมาณ 6-7% เท่านั้น

 

Money Market

-  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์ ( 24 ก.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นและหันมาถือครองเยนและดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นหลังจากเยอรมนีและฝรั่งเศสขัดแย้งกันในเรื่องการร่วมกันดูแลสถาบันการเงินในภูมิภาคและปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น

-  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์ ( 24 ก.ย.)  ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนลดความเสี่ยงของการลงทุนลงหลังจากการเจรจาระหว่างผู้นำของยุโรปเพื่อกำหนดเวลาที่จะนำมาตรการในการร่วมกันของประเทศในกลุ่ม euro ในการที่จะดูแลสถาบันการเงินในภูมิภาคยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่ ขณะเดียวกันผลสำรวจBeige Book ของจีนก็ชี้ว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและภาคค้าปลีกมีมุมมองไปในทางลบมากขึ้นเกี่ยวกับยอดขายเมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้านี้

-  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์ ( 24 ก.ย.)  ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากความกังวลเกี่ยวกับความร่วมมือกันของภูมิภาคในการดูแลภาคสถาบันการเงิน โดยผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับเวลาที่จะนำมาตรการดังกล่าวมาใช้

 

Capital Market

-  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ ( 24 ก.ย.)   ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันจันทร์ ขณะที่การคาดการณ์ที่น่าผิดหวังจากบริษัทคาเตอร์พิลลาร์และข้อมูลเศรษฐกิจเยอรมนีที่อ่อนแอได้เพิ่มความวิตกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอาจยังคงซบเซา ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ  0.15%, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.22% และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 0.60%

-  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันจันทร์ ( 24 ก.ย.)   ดัชนีนิกเกอิลดลงในช่วงเช้าวันนี้จากการที่การเจรจาของระหว่างผู้นำของยุโรปเพื่อกำหนดเวลาที่จะนำมาตรการในการร่วมกันของประเทศในกลุ่ม euro ในการที่จะดูแลสถาบันการเงินในภูมิภาคยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่ ขณะเดียวกันนักลงทุนก็กังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แย่ลงระหว่างญี่ปุ่นกับจีนซึ่งส่งผลมากต่อบริษัทของญี่ปุ่นที่ส่งออกไปยังจีน โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 0.45%สำหรับตลาดหุ้นจีนเช้าวันนี้ปรับตัวสูงขึ้นจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าทางการจีนจะนำมาตรการที่จะกระตุ้นตลาดทุนออกมาใช้ อย่างไรก็ดีวันนี้รายงาน Beige Book ซึ่งได้จากการสำรวจผู้บริหารของบริษัทกว่า 2,000 แห่งในจีนชี้ว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและภาคค้าปลีกมีมุมมองไปในทางลบมากขึ้นเกี่ยวกับยอดขายเมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้านี้ และมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่ลดการจ้างงานลง โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเพิ่มขึ้น 0.32% ส่วนดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.19%

-  ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันจันทร์ ( 24 ก.ย.)  ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวขึ้นลงในช่วงแคบๆในเช้าวันนี้โดยปัจจัยแวดล้อมต่างๆในต่างประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นไปในทางลบ เช่นวิกฤติหนี้ยุโรป แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีน เป็นต้น โดยในช่วงบ่ายดัชนีปรับตัวลดลงเล็กน้อย ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 1.96จุด

 

โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 25 กันยายน 2555

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday687
mod_vvisit_counterAll days687

We have: 686 guests online
Your IP: 216.73.217.38
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 21, 2026

4205744