Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Wednesday, 10 October 2012 09:09

Snapshot

สหรัฐอเมริกา

-  ดัชนีแนวโน้มการจ้างงานที่จัดทำโดยสำนัก Conference Board ในเดือนกันยายน ปรับลดลง 0.3% (m-o-m) สู่ระดับ 107.86 จากระดับ 108.23 ในเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 5.4% (y-o-y)  ทั้งนี้ ดัชนีแนวโน้มการจ้างงานเป็นการรวมเอาดัชนีในตลาดแรงงานจำนวน 8 หมวดเข้ามาพยากรณ์แนวโน้มการจ้างงาน ซึ่งมีจำนวน 5 ใน 8 หมวดที่ปรับตัวลดลง

-  นายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลระบุไม่สงสัยในข้อมูลว่างงานล่าสุดของสหรัฐ ซึ่งเป็นมุมมองที่สวนทางกับตลาด โดยครุกแมน ระบุในบทความล่าสุดในหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ว่า ความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับแต่งตัวเลขการจ้างงานและอัตราว่างที่เพิ่งมีการเปิดเผยออกมาเป็นเรื่องไร้สาระ โดยให้เหตุผลว่า ตัวเลขจ้างงานและอัตราว่างงานจัดทำขึ้นโดยข้าราชการที่มีความเป็นมืออาชีพในสังกัดหน่วยงานที่ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง ขณะที่หากพิจารณาแนวโน้มในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าผลสำรวจของกระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนายจ้างและภาคครัวเรือนนั้น บ่งชี้ถึงตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการสร้างงานแซงหน้าการขยายตัวของประชากรวัยทำงาน ก่อนหน้านี้ นายมิตต์ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน กล่าวโจมตีหลังการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานล่าสุดว่า ข้อมูลจ้างงานไม่ได้ดีขึ้นเลย

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

-  ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซนร่วงลงอย่างมากอีกครั้งในเดือนกันยายน ซึ่งตอกย้ำถึงความมืดมนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากวิกฤติหนี้ ขณะที่ยูโรโซนเผชิญกับภาวะถดถอย ทั้งนี้ ผลสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของ 17 ประเทศที่ใช้ยูโรร่วงลงสู่ระดับ 85 จุดในเดือนกันยายน จาก 86.1 ในเดือนสิงหาคม ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจของรอยเตอร์คาดว่าดัชนีจะทรงตัว

-  สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดีส์ ให้เครดิต “AAA” กองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (European Stability Mechanism) ซึ่งเป็นกองทุนช่วยเหลือที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยระบุถึงความสามารถในการก่อหนี้ที่ต่ำ (low leverage), เครดิตของชาติยูโรโซนที่อยู่เบื้องหลังกองทุนแห่งนี้ ตลอดจนสถานะของเจ้าหนี้ที่ทางกองทุนตั้งเงื่อนไขไว้ อย่างไรก็ตาม มูดีส์ ยังให้ภาพรวมความน่าเชื่อถือของกองทุนช่วยเหลือถาวรที่มีวงเงินสูงสุด 500,000 ล้านยูโรแห่งนี้เป็นลบ พร้อมเตือนว่า หากเครดิตของประเทศยูโรโซนตกต่ำลงกว่านี้จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของอีเอสเอ็มด้วย

-  ฌอง-โคลด ยุงเกอร์ นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์กและประธานกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป ระบุว่า กองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรปหรืออีเอสเอ็มแห่งนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะกำหนดอนาคตให้กับยูโรโซน ทั้งนี้ แต่เดิมกองทุนอีเอสเอ็มมีกำหนดเปิดดำเนินงานในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา แต่ที่ต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีว่าจะอนุมัติการให้สัตยาบันรับรองกองทุนแห่งนี้หรือไม่  โดยอีเอสเอ็ม จะมีวงเงินกองทุนเบื้องต้น 200,000 ล้านยูโร หลังจากที่รัฐบาลยูโรโซนอัดฉีดเงินทุนงวดแรกภายในปลายเดือนนี้

-  สเตฟเฟน ไซเบิร์ท โฆษกรัฐบาลเยอรมนีกล่าวว่า กองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) ถือเป็น "สัญญาณที่ดีสำหรับยุโรป" และสะท้อนถึง "ความเป็นปึกแผ่นของยุโรป หลังจากที่เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี ได้มีการประกาศเปิดตัวกองทุน ESM ในฐานะสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารจัดการวิกฤตในระยะสั้น ไปเป็นการสร้างเสถียรภาพในระยะยาวของกลุ่มยูโรโซน

-  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจของยูโรโซน ที่มีสมาชิก 17 ประเทศ จะหดตัวรุนแรงขึ้นในปีนี้ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าจะอ่อนแรงกล่าวที่คาดไว้ ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของยูโรโซนจะหดตัวลง 0.4% ในปี 2555 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว 0.3% ส่วนในปี 2556 เศรษฐกิจจะมีการเติบโต 0.2% จากที่คาดไว้ว่าจะมีการฟื้นตัว 0.7% ในปีหน้า

-  ไอเอ็มเอฟ เตือนว่าเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของยูโรโซนจะต้องสกัดวิกฤตการคลังของภูมิภาคและผลักดันการรวมกลุ่มทางการคลังและการธนาคารให้มีความคืบหน้า จึงจะสามารถทำให้เศรษฐกิจยูโรโซนมีการฟื้นตัวในปีหน้า ซึ่งถ้าหากไม่มีการดำเนินการดังกล่าว แนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคอาจจะย่ำแย่ลงอย่างมาก จากวิกฤตหนี้ที่ทวีความรุนแรง และประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งก็อาจเผชิญกับภาวะหดตัว และประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอก็จะหดตัวลงรุนแรงขึ้น

-  รัฐมนตรีคลังยูโรโซนและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อยู่ระหว่างการหารือกันอย่างละเอียดและจริงจังในประเด็นเรื่องกรีซ แต่ยังไม่ประสบความก้าวหน้ามากนักในการตัดสินใจว่า วิธีการใดคือวิธีการที่ดีที่สุดในการทำให้กรีซบรรลุเงื่อนไขในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ ซึ่งนายฌอง-คล็อด ยุงเกอร์ ประธานกลุ่มยูโรกรุ๊ป กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกรีซมีเวลาจนถึงวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคมนี้เท่านั้นในการปฏิบัติภารกิจให้เสร็จสมบูรณ์

 

เยอรมนี

-  นายโวล์ฟกัง ชอยเบิล รมว.คลังเยอรมนีกล่าวว่า ประเทศพันธมิตรของสเปนควรรับฟังและเชื่อใจในรัฐบาลสเปนที่ยืนยันหลายครั้งหลายหนว่าสเปนไม่จำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน ทั้งนี้ สเปนไม่ต้องการความช่วยเหลือ และเป็นสิ่งที่รัฐบาลสเปนย้ำแล้วย้ำอีก ดังนั้น จึงควรเชื่อใจรัฐบาลสเปน สำหรับกรีซนั้น รมว.คลังเยอรมนีกล่าวว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกรีซ เพราะถึงอย่างไรเสีย ยูโรโซนก็ต้องรอรายงานจากกลุ่มทรอยก้า ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมาธิการยุโรป ธนาคารกลางยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

 

 

ฝรั่งเศส

-  กระทรวงงบประมาณฝรั่งเศสรายงานว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางฝรั่งเศสในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ อยู่ที่ 9.77 หมื่นล้านยูโร ปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ขาดดุล 1.028 แสนล้านยูโรในช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยเป็นผลมาจากรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และการขายคลื่นความถี่ด้านการสื่อสาร ปัจจัยดังกล่าวได้ช่วยให้รายรับของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 3.2% แตะระดับ 1.77 แสนล้านยูโร เมื่อเทียบกับรายจ่ายที่ปรับขึ้น 2.3% ที่ 2.48 แสนล้านยูโร

-  สำนักงานศุลกากรฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ยอดขาดดุลการค้าของฝรั่งเศสในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นแตะ 5.29 พันล้านยูโร จาก 4.06 พันล้านยูโรในเดือนกรกฎาคม โดยการส่งออกพุ่งขึ้น 3.5% สู่ระดับ 3.817 หมื่นล้านยูโร จาก 3.683 หมื่นล้านยูโรในเดือนกรกฎาคม จากการส่งออกอุปกรณ์การขนส่งและสินค้าเกษตรที่ปรับตัวขึ้น ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.35 หมื่นล้านยูโรในเดือนสิงหาคม จาก 4.09 หมื่นล้านยูโรในเดือนกรกฎาคม อันเนื่องมาจากการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

 

อิตาลี

-  ธนาคารกลางอิตาลีเปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์อิตาลีนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีมากกว่าจะนำมาปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจ และสิ่งนี้บ่งชี้ว่าภาวะสินเชื่อหดตัวในอิตาลีกำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์อิตาลีถือครองพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีราว 3.164 แสนล้านยูโร (4.132 แสนล้านดอลลาร์) ในเดือนสิงหาคมโดยลดลง 1 พันล้านยูโรจากเดือนกรกฎาคม แต่อยู่สูงกว่าระดับ 2.12 แสนล้านยูโรในเดือนสิงหาคม 2554 ขณะที่ปริมาณการปล่อยกู้แก่บริษัทนอกภาคการเงินดิ่งลง 1.9% ในเดือนสิงหาคมปีนี้ (y-o-y) และถือเป็นการร่วงลง 4 เดือนติดต่อกัน และเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางอิตาลีระบุว่า ปริมาณการปล่อยกู้โดยรวมแก่ภาคเอกชน ซึ่งรวมถึงการปล่อยกู้แก่ภาคการเงินลดลง 0.2% ต่อปีในเดือนสิงหาคมปีนี้ ซึ่งถือเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2553

 

อังกฤษ

-  สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ รายงานว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมของอังกฤษในเดือนสิงหาคมลดลง 0.5% จากเดือนกรกฎาคม และร่วงลง 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนผลผลิตในภาคการผลิตลดลง 1.1% เทียบรายเดือน และ 1.2% เทียบรายปี

-  สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ รายงานว่า ยอดขาดดุลการค้าของอังกฤษเพิ่มขึ้นแตะ 9.8 พันล้านปอนด์ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่ลดลง แต่การนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น โดยยอดขาดดุลดุลการค้าโดยรวมอยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านปอนด์ โดยมีปัจจัยบวกจากการเกินดุลการค้าในภาคบริการของอังกฤษ

-  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า อังกฤษควรจะเลื่อนเวลาในการดำเนินมาตรการปรับลดงบใช้จ่ายสำหรับปีหน้าออกไป ถ้าหากเศรษฐกิจอังกฤษเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าที่คาดไว้เป็นอย่างมาก ขณะที่ไอเอ็มเอฟ คาดว่าเศรษฐกิจอังกฤษอาจหดตัว 0.4% ในปีนี้ และอาจเติบโต 1.1% ในปี 2556 ไอเอ็มเอฟระบุว่า สิ่งแรกที่ควรทำในการสกัดกั้นความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ คือ การที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่อนคลายนโยบายการเงินลง และปล่อยให้ปริมาณการจ่ายเงินสวัสดิการคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าหากมาตรการดังกล่าวไม่สามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลอังกฤษก็ควรที่จะเลื่อนเวลาในการดำเนินมาตรการปรับลดงบใช้จ่ายบางมาตรการออกไปสู่ปีถัดๆ ไป

-  ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของอังกฤษอยู่ที่ 8.2% ของจีดีพีในปีนี้ และ 7.3% ของจีดีพีในปี 2556 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายนราว 0.3% และ 0.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ยอดขาดดุลนี้ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 10.4% ที่เคยทำไว้ในปี 2552 โดยมีสาเหตุมาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลง

-  สมาคมค้าปลีกอังกฤษ (BRC) รายงานว่าเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของอังกฤษมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในเดือนกันยายน เนื่องจากผู้บริโภคกลับมาจับจ่ายอีกครั้ง หลังช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงลอนดอนที่กระทบการใช้จ่ายของชาวอังกฤษ ผลสำรวจระบุว่า ยอดค้าปลีกในร้านค้าที่เปิดดำเนินงานตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งนับเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดในปีนี้ ขณะที่ยอดขายรวม ซึ่งรวมยอดขายในร้านเปิดใหม่ พุ่งขึ้น 3.4% จากปีก่อน การเพิ่มขึ้นของยอดค้าปลีกอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอังกฤษได้ดีดตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ หลังจากที่หดตัวมา 3 ไตรมาสติดต่อกัน

 

สเปน

-  ประชาชนชาวสเปนหลายหมื่นคน ร่วมเดินขบวนใน 56 เมืองทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงกรุงมาดริด เมืองหลวงของประเทศเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดที่รัฐบาลสเปนนำมาบังคับใช้ การนัดแสดงพลังของประชาชนเพื่อเดินขบวนประท้วงมาตรการรัดเข็มขัดครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคธุรกิจเอกชน และสมาคมวิชาชีพต่างๆกว่า 150 แห่งของสเปน หลังจากที่สเปน เศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของกลุ่มยูโรโซน และเป็นลำดับที่ 5 ของสหภาพยุโรป (อียู) ต้องเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นหนที่ 2 ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ขณะที่อัตราว่างงานในภาพรวมของประเทศพุ่งสูงเกือบร้อยละ 25 และอัตราการว่างงานในหมู่คนหนุ่มสาวพุ่งสูงเกินกว่าร้อยละ 50

-  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า สเปนจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านยอดขาดดุลงบประมาณในปีนี้และปีหน้า และหนี้สินของสเปนจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีหน้า ทั้งนี้ ยอดขาดดุลงบประมาณของสเปนจะอยู่ที่ 7% ของจีดีพีในปีนี้ และ 5.7% ในปีหน้า ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่สหภาพยุโรป (อียู) กำหนดไว้ที่ 6.3% ของจีดีพีในปีนี้ และ 4.5% ของจีดีพีในปีหน้า  ขณะนี้สเปนได้กลายเป็นจุดสนใจสำคัญในวิกฤติหนี้ยูโรโซนแทนที่กรีซ โปรตุเกสและไอร์แลนด์นับตั้งแต่รัฐบาลสเปนมียอดขาดดุลงบประมาณสูงเกินเป้าหมายเป็นอย่างมากในปี 2554

 

กรีซ

-  รมว.คลังของกรีซกล่าวว่า องค์กรระหว่างประเทศที่เป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาลกรีซกำลังพิจารณาขยายระยะเวลาให้กับกรีซอีก 2 ปีเป็นกรณีพิเศษในการบรรลุเป้าหมายการลดยอดขาดดุลงบประมาณที่ 4.5% ของจีดีพีไปจนถึงปี 2559 จากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2557 ซึ่งแนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากไอเอ็มเอฟ อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ประเทศเนเธอร์แลนด์และฟินแลนด์ยังกังวลกับการต่อเวลาออกไป

 

โปรตุเกส

-  รัฐมนตรีคลังของยูโรโซน ลงนามอนุมัติเงินช่วยเหลืองวดใหม่แก่โปรตุเกสจำนวน 800 ล้านยูโร โดยเห็นว่าโปรตุเกสมีความพยายามในการตัดลดรายจ่าย และโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งมีความคืบหน้าเร็วกว่าที่คาดเอาไว้ นอกจากนี้ ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซน ยังหารือกันถึงปัญหาเศรษฐกิจในสเปน โดยยูโรโซนได้เตรียมพร้อมเงินจำนวน 1 แสนล้านยูโร เพื่อให้การช่วยเหลือธนาคารในสเปนไว้แล้ว รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจในกรีซ ซึ่งยูโรโซนเห็นว่า กรีซต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจให้ได้ตามที่ตกลงเอาไว้

 

ไซปรัส

-  มูดีส์ อินเวสต์เตอร์เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลไซปรัสลง 3 ขั้น จาก Ba3 สู่ B3 ขณะเดียวกันก็ได้ปรับลดเครดิต 3 ธนาคารในไซปรัสลง ประกอบด้วย Bank of Cyprus Public Company Limited, Cyprus Popular Bank Public Co Ltd และ Hellenic Bank Ltd

 

เอเชีย: จีน

-  นายโจว เสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนกล่าวว่า จีนจะดำเนินนโยบายการเงินแบบยืดหยุ่นและเชิงป้องกันเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งยังคงเผชิญกับแรงกดดันในช่วงขาลงที่ค่อนข้างรุนแรง โดยเขาระบุในบทความในวารสาร China Finance ฉบับล่าสุดว่า การทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไป และการดำเนินการปฏิรูปทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับจีนท่ามกลางปัญหาที่รุนแรงจากวิกฤติการเงินในต่างประเทศ โดยธนาคารกลางจะดำเนินการเพื่อทำให้นโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะทำให้เกิดเสถียรภาพด้วย

 

ญี่ปุ่น

-  ญี่ปุ่นเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนเป็นครั้งแรกใน 18 เดือนในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเนื่องจากราคาน้ำมันนำเข้าที่ลดลงช่วยลดผลกระทบจากการส่งออกซึ่งถูกกระทบจากเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยกรทรวงการคลังของญี่ปุ่นรายงานว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 454.7พันล้านเยน ( 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนที่เกินดุลฯ 436.3 พันล้านเยน ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะเกินดุลฯ 421.1 พันล้านเยน หลังจากเดือนกรกฎาคมเกินดุลฯ 625.4 พันล้านเยน

-  สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคบริการของญี่ปุ่นลดลงสู่ 41.2 ในเดือนกันยายน จาก 43.6 ในเดือนสิงหาคม โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ผลสำรวจนี้จัดทำจากการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบอาชีพอย่างเช่นคนขับรถแท็กซี่, พนักงานโรงแรม และพนักงานร้านอาหาร ที่มีต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

-  ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คาดว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นจะยังคงชะลอตัวในไตรมาส 4 เนื่องจากการฟื้นตัวล่าช้าของเศรษฐกิจในต่างประเทศ ซึ่งบ่งชี้ว่าบีโอเจยังคงตระหนักถึงความเสี่ยงจากการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะชะลอตัวลงอีก บีโอเจระบุในรายงานเศรษฐกิจประจำเดือนคาดว่าการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนจะลดลง เนื่องจากการสิ้นสุดของนโยบายของรัฐบาลเพื่ออุดหนุนการซื้อรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ การประเมินที่ซบเซาดังกล่าวตอกย้ำมุมมองในตลาดที่ว่าบีโอเจอาจขยายมาตรการกระตุ้นทางการเงินในเดือนนี้เพื่อทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อไป

-  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ผ่อนคลายนโยบายการเงินลงในเดือนกันยายนน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและยุติภาวะเงินฝืด แต่ญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายลงไปอีกเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นพุ่งขึ้นสู่ 1% ตามที่บีโอเจตั้งเป้าหมายไว้ ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกรอบครึ่งปี ไอเอ็มเอฟปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นลง โดยระบุว่าเป็นเพราะปัจจัยเดียวกับที่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจเอเชียโดยรวม ซึ่งได้แก่อุปสงค์ที่ลดลงในสินค้าส่งออก และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้ จีนและญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลกตามลำดับ ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจเติบโต 2.2% ในปีนี้ โดยปรับลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนกรกฎาคมที่ 2.4% และคาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจเติบโต 1.2% ในปีหน้า โดยปรับลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 1.5% โดยไอเอ็มเอฟระบุว่า การที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้และจะชะลอตัวลงในปีหน้านั้น มีสาเหตุมาจากการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนชั่วคราวในปีนี้จากการบูรณะฟื้นฟูประเทศหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม 2554และจากการฟื้นตัวของภาคการผลิตญี่ปุ่นหลังได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ในไทยในช่วงปลายปีที่แล้ว

 

ไทย

-  ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) ระบุว่าจากการสำรวจของ AREA พบว่า ยังไม่มีปรากฎการณ์การเกิดฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย  เพราะยังมีผู้ซื้อบ้านโดยเฉพาะห้องชุดเป็นจำนวนมาก และยังมีผู้เข้าอยู่อาศัยในบ้านโดยเฉพาะห้องชุดเป็นจำนวนมากเมื่อสร้างเสร็จ ไม่ได้ปล่อยร้างไว้ ผู้เข้าอยู่ยังเป็นผู้ซื้ออยู่เองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ผู้เช่า ราคาห้องชุดที่ซื้อไว้ยังเพิ่มสูงขึ้นปีละประมาณ 5% และอัตราผลตอบแทนในการลงทุนซื้อห้องชุดยังเป็นเงินสูงถึงประมาณ 6% อย่างไรก็ดี AREA เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคงเพียงหวังส่งสัญญาณเตือน พร้อมแนะออกมาตรการที่จะป้องปรามการเก็งกำไรหรือฟองสบู่ที่รัฐบาลสมควรดำเนินการ อาทิ ปรามการซื้อ, กำหนดให้ผู้ซื้อบ้านหลังที่สองห้ามกู้เงินสถาบันการเงิน ต้องใช้เงินสดส่วนตัว หรืออาจกำหนดให้ครอบครัวหนึ่งสามารถกู้เงินซื้อบ้านหลังแรกเพียงหลังเดียว หลังต่อมาต้องใช้เงินสดส่วนตัว เป็นต้น พร้อมระบุว่า มาตรการเหล่านี้อาจทำให้บริษัทพัฒนาที่ดินไม่สามารถประกอบธุรกิจได้เป็นล่ำเป็นสันเช่นแต่ก่อน  แต่ก็เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค และบรรเทาความร้อนแรงของตลาด  ป้องปรามการทำกำไรโดยไม่ได้ทำอะไร (Unearned Increment of Value)  ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ล้ม และไม่ทำให้ประชาชนหลงมาซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อให้ราคาเพิ่มขึ้น

-  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบกรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2556 ตามมติของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งนี้ ประมาณการงบทำการประจำปีงบประมาณ 2556 ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 79,782 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.5% จากปี 2555 โดยสามารถจัดหาเงินสดเพื่อใช้ลงทุนได้ประมาณ 215,249 ล้านบาท และรับทราบประมาณการแนวโน้มการดำเนินงานช่วงปี 2557-2559 ของรัฐวิสาหกิจที่คาดว่าผลประกอบการจะมีกำไรสุทธิรวม 222,322 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 74,107 ล้านบาท และการเบิกจ่ายลงทุนรวม 2,305,426 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 768,475 ล้านบาท นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ มอบหมายให้กระทรวงเจ้าสังกัดรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระดับกระทรวงและระดับองค์กรไปพิจารณาดำเนินการ รวมทั้งรายงานผลความก้าวหน้าของการดำเนินงานและการเบิกจ่ายลงทุนในปีงบประมาณ 2556 ให้ สศช. ทราบภายในทุกวันที่ 5 ของเดือนอย่างเคร่งครัด และให้รายงานผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะข้างต้นและความก้าวหน้าการดำเนินโครงการลงทุนทุกไตรมาส พร้อมทั้งเห็นชอบในหลักการให้ สศช.ปรับวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2556 ให้สอดคล้องกับผลการจัดสรรงบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 และการอนุมัติโครงการของ ครม.

-  ที่ประชุม ครม.เห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปี 2556 วงเงินรวม 1,920,133.15 ล้านบาท เป็นแผนก่อหนี้ใหม่รวม 959,391.87 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 943,936.10 ล้านบาท หนี้ต่างประเทศ 15,455.77 ล้านบาท ส่วนแผนการปรับโครงสร้างหนี้มีวงเงิน 737,602.90 ล้านบาท แบ่งเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศ 703,394.50 ล้านบาท และปรับโครงสร้างหนี้ต่างประเทศ 34,208.40 ล้านบาท แผนการบริหารความเสี่ยงรวม 223,138.38 ล้านบาท แบ่งเป็นการบริหารในประเทศ 47,100 ล้านบาท และบริหารต่างประเทศ 176,038.38 ล้านบาทนอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังรับทราบแผนการบริหารจัดการหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติภายใต้กรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2556 วงเงิน 127,885.21 ล้านบาท

 

อื่นๆ

-  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า  จากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงอย่างรุนแรงมีสูงมาก ขณะที่การต่อสู้กับภาวะตกต่ำรอบใหม่ก็มีความซับซ้อนกว่าเมื่อ 3 ปีก่อนมาก ดังนั้นจึงได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลง โดยคาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพียง 3.3% ในปีนี้ และจะเติบโต 3.6% ในปีหน้า หลังเขตเศรษฐกิจสำคัญของโลกต่างชะลอตัวลงเกือบทั้งหมด ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมือง ก็กำลังคุกคามการแก้ปัญหาของสหรัฐและยูโรโซน พร้อมกันนี้ ยังเตือนด้วยว่า เศรษฐกิจโลกจะตกต่ำลงเป็นเวลายาวนานยิ่งขึ้น หากผู้กำหนดนโยบายของยุโรป และสหรัฐ ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนเองได้ ขณะเดียวกัน นายโอลิเวียร์ บลองชาร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ของ IMF ได้ระบุว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง แต่ก็ไม่เห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หรือ hard landing ของประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย และบราซิล แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้จะเติบโตน้อยลงอีกระยะหนึ่งก็ตาม

 

Money Market

-  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร (9 ต.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่ในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับภาวะที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในช่วงเช้าจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าวันนี้ตลาดจะได้รับปัจจัยลบจากการที่ IMF ลดการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ดีในช่วงบ่ายค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้ปรับแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินของเอเซียก่อนการประชุมรัฐมนตรีคลังสหภาพยุโรป รวมถึงการที่นักลงทุนระมัดระวังเพิ่มขึ้นหลังประธานธนาคารกลางยุโรปกล่าวว่ากลุ่ม euro-area กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเงิน

-  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร (9 ต.ค.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนที่ในช่วงบ่ายค่าเงินเยนจะปรับแข็งขึ้นเนื่องจากนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนหลังประธานธนาคารกลางยุโรปกล่าวถึงความเสี่ยงทางการเงินที่เพิ่มขึ้นของกลุ่ม euro-area

-  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร (9 ต.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนที่ค่าเงินยูโรจะอ่อนลงในช่วงบ่ายก่อนการประชุมรัฐมนตรีคล้งสหภาพยุโรป ขณะเดียวกันยูโรยังได้ปัจจัยลบจากการที่ประธานธนาคารกลางยุโรปกล่าวว่ากลุ่ม euro-area กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเงิน

 

Capital Market

-  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (9 ต.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดร่วงลงในวันอังคาร นำโดยการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลังโบรกเกอร์ปรับลดราคาเป้าหมายหุ้นอินเทลและบริษัทอื่นๆ จากความวิตกที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลประกอบการไตรมาส 3 ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดร่วง 110.12 จุด หรือ 0.81% สู่ 13,473.53, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 14.40 จุด หรือ 0.99% สู่ 1,441.48 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 47.33 จุด หรือ 1.52% สู่ 3,065.02 หุ้นอินเทลร่วงลง 2.7% หลังโบรกเกอร์ปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 26 ดอลลาร์จาก 32 ดอลลาร์โดยระบุถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอสำหรับโน๊ตบุ๊ค

-  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันอังคาร (9 ต.ค.)  ดัชนีนิกเกอิลดลงในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ IMF ลดการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดย IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัว 3.3% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดนับจากปี 2552 และต่ำกว่าการคาดการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคมว่าจะขยายตัว 3.5% ส่วนในปีหน้า IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.6% ต่ำกว่าที่คาดการณ์เดิมว่าจะขยายตัว 3.9% โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 1.06% สำหรับตลาดหุ้นจีนในช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวสูงขึ้นจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตและดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 1.97% และ 0.54% ตามลำดับ

-  ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันอังคาร (9 ต.ค.)  ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ที่สูงขึ้นจากการคาดการณ์ว่าทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แม้ว่าวันนี้ตลาดจะได้รับปัจจัยลบจากการที่ IMF ลดการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้า โดยในช่วงบ่ายดัชนีได้ปรับตัวลดลงโดยสอดคล้องกับภาวะที่ดัชนีตลาดหุ้นยุโรปที่เปิดตลาดลดลงในช่วงเช้าของยุโรปก่อนการประชุมรัฐมนตรีคลังสหภาพยุโรป โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 12.23 จุด

 

โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2555

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday706
mod_vvisit_counterAll days706

We have: 706 guests online
Your IP: 216.73.217.38
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 21, 2026

4314672