| ธปท.มองเอเชียต้านผลกระทบเงินทุนไหลเข้ายาก |
|
|
|
| Tuesday, 28 September 2010 12:44 | |||
|
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาในเอเชียมีสาเหตุหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากกว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นที่ทำให้ค่าเงินแข็งค่านั้นยากจะต้านทานได้เพราะตลาดเงินโลกมีขนาดใหญ่มาก และไม่เชื่อว่าจะมีประเทศใดในเอเชียใช้มาตรการค่าเงินอ่อนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออก ขณะนี้ทุกประเทศในเอเชียอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ดังนั้นก็ต้องมีเงินไหลเข้ามาอยู่แล้ว เงินก็จะแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เป็นปัญหาทั้งภูมิภาค ไม่น่ามีประเทศไหนในภูมิภาคเอเชียที่จะแข่งขันด้วยการทำให้ค่าเงินอ่อนเมื่อเทียบดอลลาร์ เพราะไม่สามารถต้านทานตลาดเงินโลกที่มันใหญ่มากได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นวิธีการใดก็ทำไม่ได้ ส่วนเงินบาทเทียบดอลลาร์ที่ระดับ 35-36 บาท/ดอลลาร์เป็นไปไม่ได้ในขณะนี้ และประเทศอื่นก็เช่นกัน ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของภูมิภาคนี้ที่ขยายตัวได้ดีกว่าประเทศ จี-3 ที่มีปัญหาจะต้องแก้ไขอีกระยะหนึ่ง บวกกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเริ่มกลับเข้าสู่การดำเนินนโยบายการเงินระดับปกติ ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาสร้างแรงจูงใจให้เงินไหลเข้าบ้าง แต่ไม่ได้มาก และขณะนี้อัตราดอกเบี้ยของไทยไม่ได้อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยต่ำเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค โดยการเคลื่อนไหวดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งที่ผ่านมาไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นการดำเนินมาตรการการเงินแบบตึงตัว เพียงแต่เป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ดังนั้นขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่การขยายตัวปกติ ดอกเบี้ยก็ควรจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติ เพราะอาร์พีของไทยต่ำสุดในภูมิภาคเป็นอันดับ 2 ยิ่งชี้ให้เห็นว่าไม่ได้เป็นภาวะนโยบายการเงินแบบตึงตัว โดยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งที่ผ่านมา จากเดิมที่ดอกเบี้ยต่ำอยู่ที่ระดับ 1.25% เพิ่มเป็น 1.75% ในปัจจุบัน ไม่ถือว่าเป็นนโยบายการเงินตรึงตัว เพราะในช่วงวิกฤตมีความจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำลงเป็นพิเศษ แต่ในเมื่อปัจจุบันเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ก็ควรจะปรับดอกเบี้ยให้กลับเข้าสู่ปกติ ทั้งนี้ นโยบายการเงินของธปท. ได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายขึ้น จากเดิมที่คงไว้ที่ระดับ 1.25% มาตั้งแต่ 8 เม.ย.2552 เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองได้มากขึ้น แต่ธปท.เริ่มปรับขึ้นให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เมื่อ 14 ก.ค.ปีนี้ ขึ้น 0.25% และ เมื่อ 25 ส.ค.ขึ้น 0.25% เป็น 1.75% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ยังเหลือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินอีก 2 ครั้ง คือ 20 ต.ค.และ 1 ธ.ค. ซึ่งแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายยังมีโอกาสสูงขึ้นอีกตามทิศทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากขึ้น
|






![]() | Today | 1439 |
![]() | All days | 1439 |
Comments