| มิตซูบิชิแบงก์ทุ่ม1.27แสนล้านซื้อกรุงศรี51%คาดจบดีลก.ค.นี้ |
|
|
|
| Tuesday, 25 June 2013 09:01 | |||
|
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กลุ่มมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป(MUFG) ธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งในญี่ปุ่น อยู่ในขั้นตอนเจรจาขอซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ต่อจากกลุ่มจีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น หรือ "จีอี" นั้น จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานเข้ามาที่กระทรวงการคลังแต่อย่างใด และเข้าใจว่าทาง มิตซูบิชิ ยังไม่ได้ยื่นคำขออนุญาต (application) การเข้าถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีกรุงศรีอยุธยา ไปที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ด้วย
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าที่ผ่านมา ทางกลุ่มมิตซูบิชิ มีการหารือเรื่องดังกล่าวกับหน่วยงานทางการบ้าง โดยมีมาพูดคุยประมาณ 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการใดๆ ด้านนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวเพียงว่า ธปท.ยังไม่ได้รับรายงานใดๆ แต่ปกติแล้วถ้ามีบุคคลใดหรือกลุ่มใดเข้ามาถือหุ้นธนาคารพาณิชย์เกินกว่า 10% ก็จำเป็นต้องมาขออนุญาตจากทาง ธปท. แต่ถ้าดีลยังไม่จบทางผู้ขอซื้อเองก็คงไม่รู้ว่าจะรายงานทำไม ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป กำลังอยู่ในขั้นตอนคืบหน้าในการเจรจาเพื่อซื้อหุ้น 51% หรือมากกว่าของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารใหญ่อันดับ 5 ของไทย ในข้อตกลงมูลค่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 127,100 ล้านบาท ซึ่งจะถือเป็นการใช้วงเงินสูงสุดในการซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดของธนาคารญี่ปุ่นในเอเชีย และถือเป็นการซื้อกิจการบริษัทต่างชาติที่ใช้วงเงินสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของธนาคารญี่ปุ่น หลังจากที่เอ็มยูเอฟจีเข้าซื้อหุ้น 21% ในมอร์แกน สแตนเลย์ด้วยวงเงิน 900,000 ล้านเยน เมื่อปี 2551 ส่วน นางเจนิส แรแวน เอ็กเคอเรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารยังไม่ได้รับการแจ้งจากกลุ่มจีอีซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักของธนาคารเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด นักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่า ดีลการซื้อหุ้นขนาดใหญ่ของธนาคารกรุงศรีฯน่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเดือนกรกฎาคมนี้ และคงจะหนีไม่พ้นที่จะขายหุ้นให้มิตซูบิชิยูเอฟเจ จากญี่ปุ่นจะเข้าซื้อหุ้น 51% ซึ่งอาจจะนับเป็นการเข้าซื้อกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยธนาคารของประเทศญี่ปุ่นที่มีมูลค่าสูงที่สุด หากคำนวณจากมูลค่าตลาดของหุ้นธนาคารในปัจจุบันแล้วอาจจะทำให้ธุรกรรมนี้มีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับขั้นตอนแรก มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะซื้อหุ้นทั้งหมดที่จีอี แคปปิตอล ถืออยู่ ใน กรุงศรี 25% หลังจากนั้นก็จะทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือของกรุงศรี ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในประเทศ คือกลุ่มรัตนรักษ์ จะยังคงรักษาสัดส่วนหุ้น22% เอาไว้ และจะเป็นพันธมิตรทำงานร่วมกับ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ในการบริหารกรุงศรีต่อไป โดยมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะเข้าซื้อหุ้นกรุงศรี 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด 6,074 ล้านหุ้น คาดว่า ราคาเทนเดอร์ออฟเฟอร์ อาจจะสูงถึง 40 บาท หรือ 2 เท่า ของราคาตามมูลค่าบัญชี(PBV) ปี 2556
ด้านบล.ธนชาต ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หากการเข้าซื้อดังกล่าวประสบความสำเร็จ จะทำให้แรงกดกันต่อจีอีหมดไป ในขณะเดียวกันมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะสามารถใช้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาในการขยายการดำเนินงานในไทยได้ นอกจากนี้ยังเห็นความสามารถในการเข้าถึงเงินทุน ราคาถูก ซึ่งช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ก่อนหน้านี้มิตซูบิชิ ยูเอฟเจฯ ได้ทำการเจรจาเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อซื้อหุ้นของเจเนอรัล อิเลคทริค ที่ถือครองในธนาคารกรุงศรีจำนวน 25% แต่กฎระเบียบของทางการไทยที่ห้ามธนาคารต่างชาติถือหุ้นในธนาคารไทยมากกว่า 1 แห่ง ก็ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อมิตซูบิชิ เนื่องจากทางธนาคารมีการดำเนินงานอย่างกว้างขวางกับภาคเอกชนของญี่ปุ่นในประเทศไทย สำหรับความเคลื่อนไหว ราคาหุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2556 ตั้งแต่เปิดการซื้อขายตลาดหุ้น เวลา 10.00 น. เป็นต้นมา เป็นไปอย่างคึกคัก หลังจากมีกระแสข่าวออกมา จนกระทั่งปิดตลาดราคาหุ้น ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับราคา 34.75 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2 บาทหรือคิดเป็น 6.11% จากการปิดตลาดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา การปรับตัวขึ้นครั้งนี้นับเป็นการสวนทางกับ ตลาดหุ้นที่ดัชนีปรับตัวลดลงถึง 36.41 จุด(-2.60%) หรือปิดที่ระดับ 1,364 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 44,017.02 ล้านบาท
|






![]() | Today | 863 |
![]() | All days | 863 |
Comments