|
PTTAR ย้ำแผนควบรวมบริษัทลูกเครือ PTT
|
|
|
|
|
Thursday, 29 April 2010 16:09 |
|
นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายวางแผน บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PTTAR เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าในการควบรวมบริษัทในเครือกลุ่มปตท. จำนวน 4 บริษัท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในเดือนพ.ค. เนื่องจากต้องการศึกษาในหลายประเด็นที่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบไปด้วยประเด็นการควบรวมในเชิงเทคนิค รวมทั้งกรณีปัญหาคดีความที่ยังค้างอยู่ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)(IRPC) และกรณีปัญหาการถูกสั่งระงับโครงการในเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทั้งนี้ หากมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวก็จะมีการประกาศและขอมติอนุมัติจากผู้ถือหุ้น
นายชายน้อย กล่าวอีกว่า บริษัทฯคาดว่าสำหรับแนวโน้มกำไรขั้นต้นจากการผลิตโดยรวม ทั้งธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจอะโรเมติกส์จะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้ในช่วงเมษายนส่วนต่างผลิตภัณฑ์ราคาของพาราไซลีน และเบนซีนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากในส่วนของธุรกิจอะโรเมติกส์ยังคงมีความต้องการใช้ทั้งผลิตภัณฑ์พาราไซลีน
ทั้งนี้ หลังจากที่รัฐบาลประเทศจีนได้มีการอัดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวได้เข้าไปสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอ ส่งผลให้ความต้องการพาราไซลีนใช้เป็นวัตถุดิบมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาพาราไซลีนในไตรมาส 1/2553 ได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 418 เหรียญฯต่อตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2552 ที่ราคาอยู่ที่ 377 เหรียญฯต่อตัน และเบนซีนในไตรมาส 1/2553 ที่ราคาปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 338 เหรียญฯต่อตัน จากไตรมาส 4/2552 ที่ราคาอยู่ที่ 232 เหรียญฯต่อตัน เนื่องจากมีความต้องการใช้นำไปผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ที่มีการผลิตเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปิดโรงกลั่นของยุโรปของสหรัฐที่ส่งผลให้วัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้าดังกล่าวมีกำลังการผลิตลดลง ในส่วนของธุรกิจโรงกลั่นที่ปัจจุบันบริษัทฯมีการผลิตน้ำมันที่ระดับ 200,000 บาร์เรลต่อวัน ค่าการกลั่นเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปี เนื่องจากมีการปิดโรงกลั่นในยุโรปและสหรัฐฯ เนื่องจากค่าการกลั่นในช่วงก่อนหน้าค่อนข้างอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ยังมีโรงกลั่นที่มีต้นทุนสูง ขณะที่กฏเกณฑ์ในด้านสิ่งแวดล้อมที่โรงกลั่นใหม่จะเปิดมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยจากข้อมูลพบว่า มีโรงกลั่นที่ปิดถาวรมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามกำลังการผลิตใหม่จากโรงกลั่นในตะวันออกกลางที่จะเริ่มเข้ามา ซึ่งขณะนี้ยังดำเนินการผลิตได้ไม่เต็มที่
นอกจากนี้ในกลุ่มของบริษัทปตท. ยังคาดการณ์ถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 75-85 เหรียญฯต่อบาร์เรล โดยจะเริ่มเห็นแนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ทั้งนี้ประเมินว่าหลังจากการที่เศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัว ส่งผลให้กองทุนมีโอกาสที่จะเข้ามาซื้อล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไรผลักดันให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ระดับดังกล่าว ประกอบกับยังได้มีการคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้น้ำมันมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกที่ 1.5-1.7 ล้านบาร์เรลต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้คาดว่าจำนวนโรงกลั่นมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง โดยคาดว่าค่าการกลั่น หรือ GRM มีโอกาสที่จะปรับตัวไปที่ระดับ 5.5-6 เหรียญฯต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี
|
Comments