|
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะหุ้น 30/10/52
|
|
|
|
|
Friday, 30 October 2009 09:56 |
|
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/10/52
ยังน่ารอเข้ารับที่ใกล้ๆ จุดต่ำเดิมแถว 670 จุดมากกว่า... กลยุทธ์วันนี้ แม้ว่าวันนี้ SET จะมีโอกาสดีดขึ้นเป็นบวกได้ตามภาวะตลาดหุ้นใน ภูมิภาค แต่คาดว่าจะยังมีกรอบการขึ้นที่จำกัด และยังต้องระวังการผันผวนจนถึงขั้นอาจจะย้อนลง เป็นลบได้ โดย FSS คาดว่าที่บริเวณ 670 จุดหรือใกล้เคียงมีแนวโน้มที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาที่ หนักแน่นกว่า และสามารถทำให้ SET ขยับกลับมาปิดวันเป็นบวกได้ดีกว่า ดังนั้นจึงยังแนะนำให้ รอเลือกหุ้นเข้ารับที่ระดับดัชนีดังกล่าว โดยเราแนะนำหุ้นในกลุ่มแบงก์ (SCB,KBANK,BAY) , กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE) , กลุ่มที่ดิน (QH, AP) , กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, DTAC) และกลุ่มอื่นๆ เช่น TASCO, TRT เป็นต้น
ประเด็นสำคัญต่างประเทศ GDP ไตรมาส 3/52 ของสหรัฐฯ ขยายตัว 3.5% Q-Q ดีกว่า Poll ที่คาด 3.3% และ เป็นการขยายตัวสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/50 รายงานดังกล่าวส่งผลให้ Dow Jones พุ่งขึ้นถึง 199.89 จุด หรือ 2.1% (พุ่งสูงที่สุดภายในวันเดียวนับตั้งแต่เดือน ก.ค.) รวมทั้งผลประกอบการ ของ Proctor & Gamble และ Colgate Palmolive ก็ออกมาดีด้วย จึงช่วยหนุนบรรยากาศการ ลงทุน ตัวเลข GDP +3.3% Q-Q เป็นการบวกเป็นครั้งแรกในรอบปี เป็นผลมาจากการ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของการบริโภคในประเทศ (ได้อานิสงส์จากโปรแกรม Cash for Crunker ของรัฐซึ่งเพิ่งหมดโครงการในเดือน ส.ค.) การลงทุนที่เกี่ยวกับภาคอสังหาฯ (ได้ อานิสงส์จากการลดหย่อนภาษี US$8,000 สำหรับผู้ซื้อบ้านครั้งแรก หมดอายุโครงการเดือน พ.ย.) และการส่งออก ความเสี่ยงระยะสั้นของตลาดดบรรเทาลง VIX index ดิ่งลงทันที 11.3% ตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ที่ออกมาเป็นบวกกับตลาดทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง 3.1% หรือ US$2.4 มาปิดตลาดที่ US$79.87 ส่วนคืนนี้ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค. ของ Michigan U. และกิจกรรมภาคการผลิต (ISM) หากข้อมูลเป็นบวกก็จะส่งผลบวกต่อสินค้า โภคภัณฑ์และตลาดหุ้นอีก ตลาดหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อคืนนี้ซึ่งเป็น วันสุดท้ายของการประมูลในสัปดาห์นี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ค่าระวางเรือ (BDI) เพิ่มขึ้น 27 จุด ปิดที่ 3,013 จุด
ประเด็นสำคัญในประเทศ ธปท. ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2552 ขึ้นมาเป็น 2.5-3.5% จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว ถึง 3.5-4.5% สำหรับแนวโน้มในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกราว 3.3-3.5% จากเดิม 3.0-5.0% สำหรับหากโครงการมาบตาพุดเลื่อนออกไป 1 ปีจะส่งผลให้รายได้สุทธิจากโครงการนี้ หายไป 9.4 หมื่นล้านบาท และส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนหายไป 4.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบ ให้ GDP ลดลง 0.5% แต่ก็ยังอยู่ในกรอบ 3.3% - 5.3% นั่นหมายความว่าหากโครงการมาบตา พุดไม่ถูกเลื่อนออกไป GDP ปี 2553 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 3.3% วันนี้นายกฯ จะประชุมกับคณะกรรรมการสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีการเสนอขั้นตอนและการ ประกาศประเภทของกิจการต่างๆ ที่ต้องทำการประเมินผลด้านสุขภาพ ซึ่งนายกฯ เชื่อว่าน่าจะได้ ข้อยุติเพราะว่าทำกันมาหลายเดือนแล้ว TASCO: เราปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 45 บาท จากเดิม 35 บาท ยังคงแนะนำซื้อ
Technical View : “คาดว่าจุดที่จะมีแรงซื้อเข้ามาช่วยผลักดันให้ดัชนีดีดกลับมาปิด วันเป็นบวกได้สัก 1-2 วันจะอยู่ที่บริเวณ 680-670 จุด ดังนั้นยังแนะนำให้รอรับต่ำกว่า 680 จุด.. ส่วนช่วงนี้ถ้าตลาดดีดขึ้นก่อนต้องระวังแรงขายกดลง” แนวรับ : 685** , 680-670*** แนวต้าน : 694-696** , 698-702***
Technical Picks: BBL (Bt 111 เป้าเทคนิค 116-118 cut loss ถ้าหลุด 108) PDI (Bt 18.30 เป้าเทคนิค 20.50 cut loss ถ้าหลุด 17.80) SC (Bt 11.70 เป้าเทคนิค 13 cut loss ถ้าหลุด 11.40)
|
Comments