Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.เอเซียพลัส: รายงานภาวะตลาดหุ้น16/12/52
บล.เอเซียพลัส: รายงานภาวะตลาดหุ้น16/12/52 PDF Print E-mail
Wednesday, 16 December 2009 08:58

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 16/12/52

กลยุทธ์การลงทุน
           เศรษฐกิจสหรัฐยังมีความเสี่ยง ดอลลาร์มีโอกาสอ่อนตัว..ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มทรงตัว
           ความเสี่ยงของประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง  มีโอกาสจะถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งสูงด้วย 
           ดัชนีจะยืนเหนือ 700 จุด แนะนำสะสมหุ้น 50% แนะสะสม KBANK, KSL, TMT 
   
เศรษฐกิจสหรัฐยังมีความเสี่ยง ดอลลาร์มีโอกาสอ่อนตัว..ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มทรงตัว
             ข้อมูลดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐ เดือน พ.ย. 2552 ยังให้ภาพบวกลบสลับ สะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความล่าช้า กล่าวคือ ดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวมของรัฐนิวยอร์คเดือน ธ.ค. ลดลงจากเดือน พ.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านเดือน พ.ย. ก็ ลดลงเกินตลาดคาด ตรงกันข้าม ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือน ต.ค. เทียบกับตลาดคาด 0.5% รวมถึงการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 71.3% ดีกว่าตลาดคาดเล็กน้อย รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเตื้องขึ้นจากเดิม -47 เหลือ -45 ข้อมูลเหล่านี้น่าจะสนับสนุนให้ FED ยังคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป ในการประชุมรอบนี้ (15-16 ธ.ค. 2552) และน่าจะกดดันให้ Dollar Index กลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง หลังจากที่แข็งค่าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 หรือแข็งค่าราว 3.6% สะท้อนจากที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มทรงตัว ล่าสุดราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า (ไนเม็กส์) ขยับขึ้นจากจุดต่ำสุดที่  68.59 เหรียญฯต่อบาร์เรล มาที่ 71 เหรียญฯต่อบาร์เรล (หลังจากที่ลดลงถึง 11% ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา) เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ยืนเหนือ 70เหรียญฯต่อบาร์เรลเล็กน้อย สอดคล้องกับสมมติฐานของ ASP จึงยังแนะนำทยอยสะสมหุ้นน้ำมัน ผู้ผลิตสำรวจปิโตรเลี่ยม (PTTEP, PTT) เพราะเชื่อว่าราคาหุ้นขณะนี้ได้สะท้อนข่าวเลวร้ายต่าง ๆ ไปมากแล้ว และที่สำคัญ PTT, PTTEP เป็นหุ้นที่เคยให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนในเดือน ม.ค. (January Effects) รวมทั้งหุ้นโรงกลั่น (TOP, BCP)  ที่กำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นของธุรกิจโรงกลั่น คือตั้งแต่ ธ.ค. 2552 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2553 

ความเสี่ยงของประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง  มีโอกาสจะถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งสูงด้วย 
              แม้ปัญหาวิกฤติในดูไบผ่อนคลายลง หลังจากที่รัฐอาบูดาบี เข้าช่วยเหลือในการชำระหนี้ที่ครบกำหนด 14 ธ.ค. 2552 จำนวน 3.52 พันล้านเหรียญฯ ของบริษัท นาคีล ซึ่งเป็นบริษัทลูกของดูไบเวิลด์ ไปแล้ว แต่เชื่อว่าความเสี่ยงที่ดูไบต้องเผชิญต่อไปคือหนี้สินที่จะครบกำหนดในปี 2553  7.05 พันล้านเหรียญฯ และอีก 13.7 พันล้านเหรียญฯ ปี 2554 จากเงินกู้ทั้งหมด 6 หมื่นล้านเหรียญฯ ซึ่งคิดเป็นราว 50% ของหนี้สินรวมของ UAE ทั้งนี้หนี้สินของ UAE คิดเป็น 42% ของ GDP สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตะวันออกกลางที่ราว 20% ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อต้นทุนการเงินของดูไบ และทำให้ล่าสุด มูดีส์ ได้ปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศที่มีหนี้สินสาธารณะสูง เช่น เม็กซิโก (36% ของ GDP) ได้ถูกลดลงมาอยู่ในระดับ BBB หรือ Junk เนื่องจากเป็นเศรษฐกิจผูกติดกับสหรัฐอย่างมาก ทำให้การขยายตัวจำกัด  โดยก่อนหน้านี้ได้มีการปรับลดเครดิตเรตติ่งของหลายประเทศในยุโรปที่มีหนี้สินสาธารณะในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับ GDP เช่น กรีก (99% ของ GDP) สเปน (41%)  ไอร์แลนด์ (44%) และโปรตุเกส (66%) เป็นต้น ส่วนประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มยุโรป ที่มีหนี้สินสูง และมีโอกาสจะถูกลดเครดิตเช่นกันคือ  อิตาลี (106%), ฝรั่งเศส (68%) ขณะที่ประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 45% และจากแผนที่รัฐฯ เตรียมก่อหนี้สินเพิ่มเติม คาดว่าจะทำให้สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นแตะ 50% ในอนาคตอันใกล้  จึงเป็นปัจจัย
กดดันต่อค่าเงินของประเทศไทยในระยะยาว  

ดัชนีจะยืนเหนือ 700 จุด แนะนำสะสมหุ้น 50%  แนะสะสม KBANK, KSL, TMT 
             แม้ความเสี่ยงยังมีอยู่ โดยเฉพาะความกังวลต่อการปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศที่มีภาระหนี้สูงสูงดังกล่าวข้างต้น แต่เนื่องจากในช่วงครึ่งหลังของเดือน ธ.ค. ยังมีแรงซื้อของนักลงทุนรายบุคคลธรรมดาผ่านกองทุน LTF และ RMF เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีฯ ก่อนสิ้นปี 2552 รวมถึงการทำ Window Dressing ซึ่งจากสถิติในอดีตมักเห็นแรงซื้อเข้ามามากในช่วงก่อนสิ้นปีราว 2 สัปดาห์  น่าจะประคองให้ SET Index ยืนเหนือ 700 จุด ได้ และน่าจะแกว่งตัวในกรอบแคบ 703-718 จุด ทั้งนี้กลยุทธ์การลงทุนนับจากนี้ แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นเป็น 50% จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 40% โดยยังแนะนำหุ้นใหญ่ที่ปรับตัวลดลงแรง ๆ โดยเฉพาะหุ้นน้ำมัน ทั้ง PTT, PTTEP รวมทั้งกลุ่มโรงกลั่นทั้ง TOP และ BCP ที่ค่าการกลั่น (GRM) กำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้น รวมถึงหุ้นมีโอกาสให้ให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนในเดือน ม.ค. สูง หรือมี January Effects ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นสถาบันการเงินได้แก่ KBANK, BAY, KTB และ  KK และตามด้วย KSL ซึ่งเดือน ม.ค. ของทุกปี ราคาหุ้นจะทำสถิติสูงสุดของปี และในปี 2552-2553 ได้รับแรงหนุนจากผลผลิตน้ำตาลโลกลดลงจากความแห้งแล้งในประเทศอินเดีย น่าจะหนุนให้ผลกำไรในปี 2553 ของ KSL ดีกว่าที่นักวิเคราะห์ ASP คาด และหุ้นปันผลอย่าง  TMT, DCC, SCCC, SCC  พบว่าในอดีตให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนในเดือน ม.ค. ของทุกปี 
    

Written by :
platoo
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1224
mod_vvisit_counterAll days1224

We have: 1222 guests online
Your IP: 216.73.217.148
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 17, 2026

4247984