Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Wednesday, 25 July 2012 09:24

Snapshot

สหรัฐอเมริกา

 

-  นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐกล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีและการปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลสหรัฐลงโดยอัตโนมัติเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จะก่อให้เกิด "ความเสียหายเป็นอย่างมาก" ต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่อยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีมีกำหนดจะหมดอายุลงในช่วงสิ้นปีนี้ ขณะที่มาตรการปรับลดงบประมาณรายจ่าย 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับโครงการทางการทหารและโครงการภายในประเทศจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2556 สำนักงบประมาณสภาคองเกรส (CBO) คาดการณ์ว่า มาตรการปรับลดงบใช้จ่ายและมาตรการปรับขึ้นภาษีเหล่านี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลง 1.3% ต่อปีในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 ถ้าหากสภาคองเกรสไม่สกัดกั้นมาตรการเหล่านี้ ขณะเดียวกันทำเนียบขาวกำลังผลักดันให้สภาคองเกรสต่อเวลาออกไปอีก 1 ปีในการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 250,000 ดอลลาร์ต่อปี แต่ให้มีการปรับขึ้นภาษีสำหรับครอบครัวที่มีรายได้สูงกว่านั้นในปี 2556

 

-  Fannie Mae ระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคได้อ่อนแรงลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงสู่ระดับ 87 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายนยังบ่งชี้ว่า ตัวเลขการจ้างงานได้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายเดือนในไตรมาสแรก และความวิตกกังวลที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับวิกฤตหนี้สินในยุโรปอาจฉุดรั้งไม่ให้ตัวเลขการจ้างงานในภาคเอกชนปรับตัวขึ้นมากนักก่อนสิ้นปีนี้ โดยฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์ของแฟนนี เม ได้ทบทวนปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐสำหรับปีนี้ลงจาก 2.2% สู่ระดับ 2%

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

 

-  ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ไม่ได้เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเป็นสัปดาห์ที่ 19 ติดต่อกันแล้ว โดยอีซีบีไม่ได้แสดงปฏิกิริยาแต่อย่างใดต่อการที่ต้นทุนการกู้ยืมของอิตาลีกับสเปนพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องสู่ระดับที่สูงมากในช่วงนี้

 

-  ถึงแม้ว่าวิกฤติหนี้ยูโรโซนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยวิกฤติดังกล่าวส่งผลให้กรีซ,ไอร์แลนด์,โปรตุเกส, สเปน และไซปรัสต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา การที่อีซีบีไม่ได้เข้าซื้อพันธบัตร ส่งผลให้ปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรในโครงการตลาดหลักทรัพย์ (Securities Markets Programme) หรือ SMP ที่เริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2553 ทรงตัวที่ 2.115 แสนล้านยูโร

 

เยอรมนี

 

-  ธนาคารกลางเยอรมนี (บุนเดสแบงก์) คาดว่า เศรษฐกิจเยอรมนีจะขยายตัวปานกลางในไตรมาส 2 เนื่องจากการขยายตัวที่สดใสของภาคก่อสร้างและบริการ และการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและนำเข้า ขณะที่ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม บุนเดสแบงก์ชี้ว่าเศรษฐกิจเยอรมนียังเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมากจากอุปสรรคที่มากขึ้นจากวิกฤติหนี้

 

-  มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศได้ประกาศเปลี่ยนแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือที่ Aaa ของเยอรมนี, เนเธอร์แลนด์และลักเซมเบิร์กเป็นเชิงลบ โดยระบุถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ของยูโรโซน ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวมีเสถียรภาพ มูดี้ส์ระบุว่า มองเห็นโอกาสมากขึ้นที่ประเทศที่มีปัญหาในยูโรโซน อาทิ สเปนและอิตาลีจะต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น ซึ่งเป็นภาระที่จะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดเหล่านี้

 

สเปน

 

-  มูร์เซียเป็นแคว้นที่ 2 ของสเปนที่จะขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางเพื่อทำให้มีความสามารถในการชำระหนี้ต่อไป ขณะที่สื่อรายงานว่า รัฐบาลระดับภูมิภาค 6 แห่งพร้อมที่จะขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางตามแคว้นบาเลนเซีย ทั้งนี้ แคว้นปกครองตนเองที่ประสบภาวะหนี้สิน 17 แคว้นของสเปน จะทำการรีไฟแนนซ์หนี้ 3.6 หมื่นล้านยูโรในปีนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่สร้างความวิตกให้แก่นักลงทุน เนื่องจากแคว้นเหล่านี้ไม่บรรลุเป้าหมายยอดขาดดุลในปีที่แล้ว ขณะที่แคว้นเหล่านี้ไม่มีช่องทางในการเข้าถึงตลาดพันธบัตรระหว่างประเทศ

 

-  รัฐบาลกลางของสเปนได้จัดตั้งกองทุน 1.8 หมื่นล้านยูโร (2.2 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือนนี้เพื่อบรรเทาปัญหาการระดมทุน โดยมูร์เซียมีแผนที่จะใช้เงินในกองทุนที่รัฐบาลตั้งขึ้นนี้

 

-  รัฐบาลกลางของสเปนจะพยายามหลีกเลี่ยงการขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศอย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลสเปนจะขายตราสารหนี้ระยะสั้นออกมา ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ลังเลที่จะถือครองตราสารหนี้ของประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอในยูโรโซนอย่างเช่นสเปน โดยรัฐบาลกลางสเปนจะเปิดประมูลตั๋วเงินคลังประเภทอายุ 3 เดือน และ 6 เดือนในวงเงิน 3 พันล้านยูโร โดยมีแนวโน้มว่าต้นทุนการกู้ยืมอาจอยู่ในระดับสูง หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนประเภทอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นจนแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่มีการใช้เงินยูโร

 

-  ธนาคารกลางสเปนเปิดเผยว่า เศรษฐกิจประสบกับภาวะถดถอยรุนแรงขึ้นในไตรมาส 2 ขณะที่นักลงทุนวิตกว่า วิกฤติหนี้ในแคว้นต่างๆ ของสเปน ทำให้สเปนใกล้ที่จะต้องขอความช่วยเหลือเต็มรูปแบบ  ด้านนายเฟอร์นันโด เรสตอย รองผู้ว่าการธนาคารกลางกล่าวว่า จำเป็นต้องมีมาตรการรัดเข็มขัดมากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับนายเดอ กวินโดส ซึ่งกล่าวกับสมาชิกสภานิติบัญญัติว่า แทบไม่มีสิ่งใดที่สเปนสามารถทำได้เพื่อบรรเทาสถานการณ์ตึงเครียดหลังจากที่ออกมาตรการรัดเข็มขัดมูลค่า 6.5 หมื่นล้านยูโรในสัปดาห์ที่แล้ว

 

กรีซ

 

-  นายอเล็กซานเดอร์ โดบรินท์ เลขาธิการพรรคคริสเตียน โซเชียล ยูเนียน (CSU) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของเยอรมนี กล่าวว่า กรีซควรจะเริ่มจ่ายเงินบำนาญและเงินเดือนข้าราชการเป็นสกุลเงินดราคมาครึ่งหนึ่ง เพื่อเป็นการเริ่มกระบวนการออกจากยูโรโซนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ ความเห็นของนายโดบรินท์ตอกย้ำถึงความผิดหวังของเยอรมนีต่อกรีซ กรณีที่กรีซล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในการบรรลุเป้าหมายการปฏิรูปภายใต้โครงการช่วยเหลือวงเงิน 1.30 แสนล้านยูโร

 

-  นิตยสารแดร์ ชปีเกล (Der Spiegel) ของเยอรมนีรายงานว่า กรีซจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งอาจส่งผลให้กรีซล้มละลายในเดือนกันยายน ทั้งนี้ แดร์ ชปีเกลรายงานว่า ไอเอ็มเอฟได้แจ้งต่อสหภาพยุโรป (อียู) ว่า ไอเอ็มเอฟไม่พร้อมที่จะจัดสรรเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมประมาณ 1-5 หมื่นล้านยูโร เนื่องจากรัฐบาลกรีซไม่สามารถปรับลดหนี้สาธารณะลงสู่ระดับ 120 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้ภายในปี ค.ศ. 2020

 

-  กระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีระบุว่า รัฐบาลกรีซจะไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดการเจรจาต่อรองใหม่เพื่อแก้เงื่อนไขในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินรอบสอง

 

-  กรีซจำเป็นต้องชำระหนี้คืนแก่อีซีบีราว 3.8 พันล้านยูโรภายในวันที่ 20 สิงหาคม แต่กรีซอาจจะใช้วิธีขายตั๋วเงินคลังประเภทอายุ 3 เดือนออกมาในปริมาณที่เท่ากัน โดยขายให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในกรีซ และหลังจากนั้นธนาคารเหล่านี้ก็จะนำตั๋วเงินคลังดังกล่าวไปฝากไว้ที่อีซีบีเพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม

 

-  นายแอนโทนิส ซามาราส นายกรัฐมนตรีกรีซ กล่าวว่า ขณะนี้กรีซกำลังประสบ "ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่" เหมือนกับที่สหรัฐเคยประสบในช่วงทศวรรษ 1930  นายซามาราสกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวก่อนที่ทีมงาน "ทรอยกา" ของกลุ่มเจ้าหนี้กรีซจะเดินทางมายังกรุงเอเธนส์เพื่อผลักดันให้กรีซปรับลดงบรายจ่ายเพิ่มเติม โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้กรีซมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะรับเงินช่วยเหลือต่อไป

 

เอเชีย: จีน

 

-  ดัชนี PMI เบื้องต้นภาคการผลิตของจีนจากการจัดทำของ HSBC Holdings Plc และ Markit Economics เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 49.5 จากระดับ 48.2 ในเดือนมิถุนายน หลังจากธนาคารกลางจีนลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองในรอบ 1 เดือนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมาก่อนการประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 2 ซึ่งขยายตัวในอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ทั้งนี้ตัวเลข PMI ที่ต่ำกว่า 50 ชี้ถึงภาวะหดตัว ขณะเดียวกันในรายงานตัวเลข Leading Index ของจีนเดือนมิถุนายนจากการรายงานของ Conference Board ชี้ว่าดัชนีฯเพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า หลังจากเดือนพฤษภาคมคมเพิ่มขึ้น 1.1%

 

-  อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินจีนลดลงอย่างรุนแรงในวันอังคาร หลังจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ดำเนินมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องระยะสั้นในปริมาณที่สูงกว่าที่คาดไว้เป็นอย่างมาก โดย  PBOC อัดฉีดเม็ดเงิน 9.5 หมื่นล้านหยวน (1.488 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เข้าสู่ระบบโดยผ่านทางการทำ reverse repo (ธุรกรรมการซื้อพันธบัตรโดยมีสัญญาขายคืน) ระยะ 7 วัน ในขณะที่สัญญา reverse repo ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านหยวน ดังนั้นจึงเท่ากับว่า PBOC ได้อัดฉีดเม็ดเงินสุทธิเข้าสู่ระบบราว 7.5 หมื่นล้านหยวนในวันดังกล่าว

 

ญี่ปุ่น

 

-  นายมาซาอากิ ชิราคาวะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กล่าวเมื่อวันอังคารว่า วิกฤติหนี้ยุโรปยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้เขากล่าวต่อคณะกรรมาธิการในรัฐสภาว่า ถ้าหากปัญหาหนี้ยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น ปัญหานี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นเพราะปัญหานี้จะสร้างความเสียหายต่อการค้าและความเชื่อมั่นทางธุรกิจ รวมทั้งส่งผลให้เยนมีความน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้นในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง

 

-  นายจุน อาซูมิ รมว.คลังญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาจะไม่ตัดโอกาสในการดำเนินมาตรการใดๆในการสกัดกั้นการแข็งค่าของเยนในระดับที่มากเกินไป โดยเขากล่าวย้ำถึงความพร้อมของเขาในการเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อสกัดกั้นการแข็งค่าของเยน ถ้าหากการแข็งค่าของเยนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ต้องพึ่งพาการส่งออก ทั้งนี้นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลกลางของสเปนอาจจะต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศอย่างเต็มที่ และความกังวลนี้ก็กดดันยูโรให้ร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 12 ปีเมื่อเทียบกับเยนเมื่อวันจันทร์ นอกจากนี้การที่นักลงทุนต้องการหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงก็กดดันดอลลาร์สหรัฐฯให้ร่วงลงแตะจุดต่ำสุดรอบ 7 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเยนด้วย โดยเยนถือเป็นสกุลเงินที่มีความปลอดภัยสูง นายอาซูมิกล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การที่เยนเคลื่อนตัวเพียงด้านเดียวในระยะนี้ไม่ใช่สิ่งที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และกล่าวว่าเขากำลังจับตามองความเคลื่อนไหวของสกุลเงินด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

ฟิลิปปินส์

 

-  นายอามานโด เททรากอน ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) กล่าวก่อนการประชุมนโยบายในวันพฤหัสบดีนี้ว่า BSP มองเห็นโอกาสที่จะปรับนโยบายการเงิน ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงใกล้กรอบล่างของกรอบเป้าหมาย 3-5% ในปีนี้  เขากล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมอาจจะอยู่ในช่วง 2.6-3.5% ขณะที่เปโซที่แข็งค่าอาจจะช่วยชดเชยอัตราค่าสาธารณูปโภคและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และอัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 2.8% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน   ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ 12 คนโดยรอยเตอร์ในสัปดาห์ที่แล้วพบว่านักเศรษฐศาสตร์ 11 คนคาดว่า BSP จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4% เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในวันพฤหัสบดีนี้

 

ไทย

-  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อไปอีก 1 เดือน จากที่จะครบกำหนดในวันที่ 31 ก.ค.55 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ส.ค.55 เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้น

 

-  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกระทรวงการคลัง รายงานฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1,441,356 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 50,315 ล้านบาท ในขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 1,729,224 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 31,315 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.8 ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณ 287,868 ล้านบาท เมื่อรวมกับการขาดดุลเงินนอกงบประมาณ 40,954 ล้านบาท (สาเหตุหลักจากการไถ่ถอนตั๋วเงินคลังและการถอนเงินฝากคลังของเงินกู้ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555) ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 328,822 ล้านบาท และรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 232,429 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 96,393 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2555 มีจำนวน 424,897 ล้านบาท

 

-  คณะอนุกรรมการเพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากอุทกภัยอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจำนวน 28 โครงการ เงินลงทุนรวม 16,010.8 ล้านบาท ทั้งนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแรก เป็นโครงการฟื้นฟูกิจการที่เสียหายจากอุทกภัยมีจำนวน 26 โครงการ เงินลงทุนรวม 10,794.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งกิจการในสถานที่เดิม 22 โครงการ ย้ายไปสถานที่ใหม่ 3 โครงการ และดำเนินการในสถานที่เดิมควบคู่กับเพิ่มสถานที่ตั้งใหม่  1 โครงการ ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นการลงทุนในโครงการใหม่ในนิคมและเขตอุตสาหกรรมใน 2 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย มี 2 โครงการ เงินลงทุนรวม 5,216 ล้านบาท สำหรับสถิติการยื่นขอรับการส่งเสริมตามมาตรการฟื้นฟูลงทุนจากอุทกภัยจนถึงขณะนี้มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมรวม 95 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 45,760 ล้านบาท และได้อนุมัติก่อนหน้านี้แล้ว 15 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 6,994.4 ล้านบาท โดยกิจการอิเล็กทรอนิกส์เป็นกิจการที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมและมีมูลค่าการลงทุนมากที่สุด ส่วนการลงทุนโครงการใหม่ในนิคมและเขตอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี ที่เป็นจังหวัดที่ประสบอุทกภัย มีจำนวนโครงการที่ยื่นรับการส่งเสริมรวม 13 โครงการ มูลค่าการลงทุน รวม 9,747 ล้านบาท โดยมีการอนุมัติก่อนหน้านี้แล้ว 2 โครงการ มูลค่าการลงทุน 2,637 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีบริษัทได้รับการอนุมัติให้นำเข้าเครื่องจักรมาทดแทนเครื่องที่เสียหายรวม 457 โครงการ รวมมูลค่าเครื่องจักร 106,335 ล้านบาท ภายใต้มาตรการมาตรการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายจากอุทกภัย ซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

Money Market

 

-  บาท/ดอลลาร์  เมื่อวันอังคาร ( 24 ก.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่แต่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้โดยปัจจัยโดยรวมวันนี้ส่วนใหญ่ยังชี้ถึงแนวโน้มความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะความวิตกเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ยุโรปที่เพิ่มขึ้น

 

-  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 24 กค.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ยุโรปมากขึ้นหลัง Moody’s Investors Service ลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของ 3 ประเทศในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก เป็นเชิงลบ ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับการที่สเปนอาจต้องการความช่วยเหลือทางการเงินเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการถือเยนซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีความเสี่ยงต่ำมีมากขึ้น โดยผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นกล่าวในวันนี้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นกำลังจับตาผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นจากการที่ค่าเงินเยนแข็งขึ้น

 

-  ยูโร/ดอลลาร์  เมื่อวันอังคาร ( 24 ก.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนกังวลว่าวิกฤติหนี้ยุโรปจะกระจายไปยังสเปนและอิตาลี ขณะเดียวกันการที่ Moody’s Investors Service ลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของ 3 ประเทศในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก เป็นเชิงลบก็ส่งผลลบต่อค่าเงินยูโรเช่นกัน นอกจากนี้ตลาดก็จับตาการประชุมเจ้าหนี้กรีซซึ่งประกอบด้วย European Commission, ECB และ IMF โดยตลาดไม่มั่นใจถึงความสามารถของกรีซในการปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขอความช่วยเหลือทางการเงิน

 

Capital Market

-  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (24 ก.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง โดยได้รับผลกระทบจากสัญญาณที่ว่าวิกฤติยูโรโซนกำลังเลวร้ายลง และมีหลักฐานบ่งชี้ว่า การชะลอตัวของยุโรปกำลังส่งผลกระทบต่อบริษัทสหรัฐรวมถึงบริษัทยูพีเอส ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลดลง 0.82% สู่ 12,617.32, ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.90% สู่ 1,338.31 และดัชนี Nasdaq ปิดลดลง 0.94% สู่ระดับ 2,862.99

 

-  ตลาดหุ้นเอเชีย  เมื่อวันอังคาร (24 ก.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียโดยรวมปรับตัวลดลงในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ Moody’s Investors Service ลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของ 3 ประเทศในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก เป็นเชิงลบ เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากผลของวิกฤติหนี้ภูมิภาค ขณะเดียวกันนักลงทุนก็กังวลเกี่ยวกับการที่สเปนอาจต้องการความช่วยเหลือทางการเงินเต็มรูปแบบ โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 0.24% โดยนอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ววันนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับปัจจัยลบจากการที่ค่าเงินเยนแข็งขึ้นอีกเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อหุ้นกลุ่มบริษัทส่งออกของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีการที่ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นกล่าวว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นกำลังจับตาผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นจากการที่ค่าเงินเยนแข็งขึ้นก็ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นในช่วงท้ายตลาด สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.24% โดยวันนี้รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นของจีนจากการจัดทำของ HSBC เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 49.5 จาก 48.2 ในเดือนก่อน ซึ่งสูงสุดนับจากเดือนกุมภาพันธ์ แต่ยังต่ำกว่า 50 ซึ่งชี้ถึงการหดตัว สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.79%

 

-  ตลาดหุ้นไทย  เมื่อวันอังคาร (24 ก.ค) ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ หลังลดลงมากเมื่อวันจันทร์ โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นของจีนชี้ถึงการหดตัวในอัตราที่ชะลอลง อย่างไรก็ดีก็มีปัจจัยลบจากการที่ Moody’s Investors Service ลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของ 3 ประเทศในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก เป็นเชิงลบ โดยในช่วงบ่ายดัชนีฯปรับตัวลดลง ซึ่งปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 2.53 จุด

 

โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม  2555

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday504
mod_vvisit_counterAll days504

We have: 502 guests online
Your IP: 216.73.216.132
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 17, 2026

4255136