| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Thursday, 18 October 2012 10:22 | |||
|
Snapshot สหรัฐอเมริกา - ยอดการเริ่มสร้างบ้านเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 15% สู่ระดับ 872,000 ยูนิต จากระดับ 758,000 ยูนิตในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือว่าขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่า 4 ปี โดยยอดการเริ่มสร้างบ้านสำหรับครอบครัวเดี่ยวเพิ่มขึ้น 11% สู่ระดับ 603,000 ยูนิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551 ส่วนการเริ่มสร้างบ้านสำหรับครอบครัวขยายเพิ่มขึ้น 25.1% ด้านการอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งบ่งชี้ถึงการก่อสร้างในอนาคตขยายตัว 11.6% สู่ระดับ 894,000 ยูนิต จากระดับ 801,000 ยูนิตในเดือนก่อน ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง - ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ชมศึกการอภิปรายของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายมิตต์ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันโดยซีเอ็นเอ็น-โออาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนลชี้ ผู้ชมที่ตอบแบบสอบถาม 46% มองว่า โอบามาสามารถอภิปรายได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับนายรอมนีย์ที่ได้รับคะแนนสนับสนุนไป 39% ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวนับว่า ได้รับการจับตามากขึ้น หลังจากที่ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่มองว่า โอบามาแพ้รอมนีย์ในศึก Debate ในรอบแรกที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลสตใที่ผ่านมา โดยรอมนีย์ได้รับคะแนนสูงขึ้นจากโพลล์ระดับประเทศและระดับรัฐ ส่งผลให้ทีมหาเสียงของโอบามาให้คำมั่นว่า ประธานาธิบดีจะมีบทบาทที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมในการอภิปรายครั้งต่อไป - การ Debate รอบที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบ “town-meeting format” และมีแคนดี โครวลีย์ หัวหน้าฝ่ายข่าวการเมืองของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นทำหน้าที่พิธีกรนี้ โดยมีเนื้อหาต่าง ๆ อาทิ การจ้างงาน เหตุการณ์โจมตีสถานกงสุลสหรัฐฯ ที่เมืองเบงกาซีทางภาคตะวันออกของลิเบีย ซึ่งมิตต์ รอมนีย์ จากพรรครีพับลิกันว่าได้เน้นย้ำถึงชะตากรรมของประชาชนชาวอเมริกันที่ต้องระทมทุกข์ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จากปัญหาทางเศรษฐกิจและวิกฤตด้านการจ้างงานในยุคของโอบามา พร้อมยืนยันว่าต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงาน และทำให้คนอเมริกันมั่นใจว่าจะได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทุกคนสมควรจะได้มาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน แต่กลับถูกละเลยโดยรัฐบาลโอบามา ขณะที่ประธานาธิบดี โอบามากล่าวระบุตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาเป็นผู้ที่ริเริ่มให้ความช่วยเหลือแก่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศที่กำลังจะล่มสลาย ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวสามารถช่วยรักษาตำแหน่งงานของคนอเมริกันได้หลายล้านตำแหน่ง พร้อมกล่าวว่าหากรอมนีย์อยู่ในอำนาจก็คงปล่อยให้อุตสาหกรรมของคนอเมริกันต้องล้มละลายไปต่อหน้าต่อตา อย่างไรก็ดี ในส่วนของเหตุการณ์โจมตีสถานกงสุลสหรัฐฯ ที่เมืองเบงกาซีทางภาคตะวันออกของลิเบีย จนเป็นเหตุให้ คริสโตเฟอร์ สตีเวนส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่อเมริกันอีกหลายรายเสียชีวิตนั้น โอบามายอมรับว่า ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจต่างๆของเขา ในเรื่องนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมยอมรับว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในลิเบียถือเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ขณะที่รอมนีย์กล่าวโจมตีว่า รัฐบาลโอบามาเพิกเฉยที่จะปกป้องต่อบรรดานักการทูตและเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม พร้อมตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดรัฐบาลโอบามาจึงไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เหมาะสมทั้งที่ทราบข้อมูลข่าวกรองล่วงหน้านานนับสัปดาห์ว่าจะเกิดเหตุร้ายดังกล่าวขึ้น อีกทั้งยังได้รับการร้องขอการคุ้มกันจากทางสถานทูตอเมริกันในลิเบีย
ยุโรป: สหภาพยุโรป - ยูโรสแตทรายงานอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนเดือนกันยายนทรงตัวที่ 2.6% (y-o-y) เนื่องจากมาตรการลดยอดขาดดุลงบประมาณของหลายประเทศในยูโรโซน ส่งผลให้ความต้องการใช้จ่ายยังไม่กระเตื้อง ขณะที่เมื่อเทียบเป็นรายเดือน เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.7% (m-o-m) สำหรับสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีสมาชิก 27 ประเทศ เงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 2.7% (y-o-y) ในเดือนกันยายน และเงินเฟ้อรายเดือนอยู่ที่ 0.6% (m-o-m)
เยอรมนี - จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชื่อก้องโลกให้ความเห็นว่าหากรัฐบาลเยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิงอังเกลา แมร์เคิล และพรรคคริสเตียน เดโมเครติก ยูเนียน (ซีดียู) ไม่ต้องการนำเงินภาษีของประชาชนชาวเยอรมันมาแบกรับการแก้ปัญหาหนี้สินของกลุ่มยูโรโซน ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ปัญหาของประเทศอื่น” อีกต่อไปก็ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง นั่นคือ เยอรมนีในฐานะชาติที่มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซน ต้องตัดสินใจลาออกจากกลุ่มทางการเงินดังกล่าว
อิตาลี - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอิตาลี (Istat) รายงานว่าอิตาลีขาดดุลการค้า 598 ล้านยูโรในเดือนสิงหาคม ลดลงจากตัวเลขขาดดุล 2.905 พันล้านยูโรในช่วงเดือนกันของปีก่อน ทั้งนี้ ยอดขาดดุลที่ลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 8.4% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ยอดนำเข้าลดลง 1.1%
อังกฤษ - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษรายงานว่าอัตราเงินเฟ้อรายปีเดือนกันยายนที่ผ่านมา ลดลงมาแตะระดับ 2.2% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 หรือต่ำสุดในรอบ 3 ปี หลังจากที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5% ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รายงานระบุว่าเงินเฟ้อที่ลดลงในเดือนกันยายน ส่งผลให้ตัวเลขปรับตัวใกล้เป้าหมายของธนาคารกลางอังกฤษที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2% และผ่อนคลายความวิตกเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลาง ที่จุดปะทุให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอีก
สเปน - มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิสประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือขั้นน่าลงทุนของสเปนที่ Baa3 ซึ่งช่วยคลายความวิตกที่แพร่สะพัดว่า สเปนจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่อันดับ"ขยะ" ทั้งนี้ มูดี้ส์คงอันดับความน่าเชื่อถือของสเปน แต่ให้แนวโน้มในเชิงลบซึ่งทำให้อันดับความน่าเชื่อถือและแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนสอดคล้องกับของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ซึ่งจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนอยู่ที่ BBB- ทั้งนี้ มูดี้ส์ระบุว่า ความช่วยเหลือของยูโรโซนและอีซีบี ประกอบกับความพยายามของรัฐบาลสเปน น่าจะเปิดโอกาสให้รัฐบาลสเปนสามารถระดมทุนจากตลาดทุนได้ต่อไปด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผล ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสเปนมีเวลามากพอในการสร้างเสถียรภาพต่อหนี้สาธารณะในช่วงเวลาหลายปีข้างหน้า
โปแลนด์ - รัฐสภาโปแลนด์เตรียมพิจารณาร่างกฎหมายที่มีเนื้อหากำหนดให้มีการจัดเก็บ “ภาษีน้ำฝน” ซึ่งจะเรียกเก็บจากประชาชนที่เป็นเจ้าของบ้านพักหรืออพาร์ตเมนต์ เช่นเดียวกับบรรดานักธุรกิจและผู้ประกอบการค้า โดยสัดส่วนของภาษีน้ำฝนที่รัฐจะเรียกเก็บนั้นจะมีสัดส่วนมากน้อยแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับพื้นที่ของอสังหาริมทรัพย์ของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมิได้อยู่ที่ปริมาณน้ำฝน แต่อยู่ที่การแก้ปัญหาท่อระบายน้ำรวมที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลและขยะนานาชนิดจากอาคารบ้านเรือนและบริษัทห้างร้านต่างๆ ขณะที่ระบบกำจัดของเสียรวมก็ไม่อาจทำงานได้เต็มประสิทธิภาพขณะที่มีฝนตกจนเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ เป็นประจำ
เอเชีย: ญี่ปุ่น - รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษหลังจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะหดตัวลงในไตรมาสนี้ โดยเมื่อเดือนกันยายนนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นนาย Yoshihiko Noda ได้กล่าวว่ามีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเพิ่มงบประมาณเป็นพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้มีแรงกดดันมากขึ้นต่อทางการญี่ปุ่นในการที่จะต้องใช้มาตรการทางการเงินและการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นเพื่อรับมือกับภาวะที่ความต้องการสินค้าในตลาดโลกลดลง ซึ่งส่งผลลบมากต่อการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลดการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นเดือนที่สาม - สำนักข่าวเกียวโด รายงานการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นว่า นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น นายYoshihiko Noda วางแผนที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในช่วงสิ้นเดือนหน้า ขณะที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะซบเซา โดยรายงานว่า มาตรการดังกล่าวอาจรวมถึงการสกัดภาวะเงินฝืด,การลดความแข็งแกร่งของเยน และการขยายงานฟื้นฟูบูรณะประเทศจากเหตุแผ่นดินไหวรวมถึงการผ่อนปรนกฏระเบียบสำหรับภาคธุรกิจ ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาการจัดสรรเงินจากงบประมาณประจำปี 2555 ประมาณ 9.10 แสนล้านเยน (1.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่เพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจและฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และหากได้รับความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้าน นายโนดะก็จะเสนองบประมาณพิเศษซึ่งอาจมีมูลค่าหลายล้านล้านเยน
สิงคโปร์ - การส่งออกของสิงคโปร์ในเดือนกันยายนลดลงอย่างไม่คาดหมายต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองจากการลดลงของการส่งออกสินค้าอิเลคทรอนิกส์และสินค้าเวชภัณฑ์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าของสิงคโปร์รายงานว่าการส่งออกในเดือนกันยายนลดลง 3.4% จากเดือนเดียวกันปีก่อน หลังจากลดลง 10.7% ในเดือนสิงหาคม ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าการส่งออกของสิงคโปร์จะเพิ่มขึ้น 1.2%
ไทย - คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในการประชุมวันที่ 17 ต.ค.55 มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาที่ 2.75% โดยเตรียมปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 55 และ ปี 56 ตามการส่งออกที่ทำได้ต่ำกว่าคาดการณ์เดิม ซึ่งจะมีการแถลงในวันศุกร์หน้า แต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลง
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (17 ต.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ตามภาวะที่ความต้องการถือสินทรัพย์เสี่ยงมีมากขึ้นหลังข้อมูลเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทในสหรัฐฯออกมาดี - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (17 ต.ค.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่ค่าเงินเยนอ่อนลงมาต่อเนื่องในช่วง 4 วันก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ปัจจัยต่างๆโดยรวมในวันนี้ส่งผลให้ความต้องการถือทั้งดอลลาร์สหรัฐฯและเยนลดลงเนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ดีในช่วงตลาดสหรัฐฯค่าเงินเยนได้ปรับตัวอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (17 ต.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการที่สเปนยังสามารถรักษาเครดิตเรทติ้งที่ระดับ Investment-grade จาก Moody’s Investors Service และนักลงทุนคาดการณ์ว่าสเปนใกล้ที่จะขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ ขณะที่ผู้นำสหภาพยุโรปจะเริ่มการประชุมเป็นเวลา 2 วันในวันพฤหัสโดยอาจจะมีการหาทางช่วยเหลือกรีซ ขณะเดียวกันการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านในสหรัฐฯเดือนที่แล้วจะเพิ่มขึ้นก็ส่งผลต่อการคาดการ์ในทางบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและลดความต้องการถือสกุลเงินที่มีความเสี่ยงต่ำเข่นดอลลาร์สหรัฐฯและเยนลง
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ (17 ต.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันพุธ หลังตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่ดัชนีดาวโจนส์ถูกสกัดแรงบวกโดยหุ้นไอบีเอ็มหลังเปิดเผยรายได้ที่อ่อนแอ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.04%, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.41% และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 0.10% ทั้งนี้หุ้นของผู้ก่อสร้างบ้านนำตลาดขึ้นหลังกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยยอดการเริ่มสร้างบ้านใหม่พุ่งขึ้น 15% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2008 - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพุธ (17 ต.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.21% ในวันนี้จากการที่ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากเดือนสิงหาคมลดลง 1.4% ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯก็ดีกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้การที่สเปนยังสามารถรักษาเครดิตเรทติ้งที่ระดับ Investment-grade จาก Moody’s Investors Service ก็ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นในวันนี้ สำหรับตลาดหุ้นจีนวันนี้นอกจากได้รับผลบวกจากปัจจัยข้างต้นแล้วยังได้รับผลกระทบจากการคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจจีนไตรมาส3ที่จะประกาศในวันพฤหัส โดยนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 จะขยายตัว 7.4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตและดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 0.32% และ 0.99%ตามลำดับ - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพุธ (17 ต.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นในวันนี้สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่จากการที่ข้อมูลเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทในสหรัฐฯออกมาดี ขณะเดียวกันในวันนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินได้มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 3.00% มาอยู่ที่ 2.75% โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 13.79 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 18 ตุลาคม 2555
|






![]() | Today | 662 |
![]() | All days | 662 |
Comments