Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Friday, 19 October 2012 09:26

Snapshot

สหรัฐอเมริกา

-  ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาฟิลาเดลเฟียเปิดเผยว่า ดัชนีแนวโน้มธุรกิจในเดือนตุลาคมปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5.7 จากระดับ -1.9 ในเดือนกันยายน สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับระดับ 1.0 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวบ่งชี้ว่า ภาคการผลิตในภูมิภาคดังกล่าวขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน โดยระดับ 0 ถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวและการหดตัว ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นดังกล่าวบ่งชี้ว่าการผลิตในเขตฟิลาเดลเฟียซึ่งครอบคลุมภาคตะวันออกของรัฐเพนซิลเวเนีย ทางใต้ของรัฐนิวเจอร์ซีย์ และรัฐเดลาแวร์ด้วยนั้น มีแนวโน้มที่จะขยายตัว ท่ามกลางสัญญาณบวกต่างๆ ดังเห็นได้จากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการที่ออกมาสดใสในช่วงนี้

-  ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จัดทำโดยสำนัก Conference ในเดือนกันยายนปรับตัวขึ้น 0.6% หลังจากที่ลดลง 0.4% ในเดือนสิงหาคม (เป็นตัวเลขที่ถูกปรับทบทวนจากเดิมที่ลดลง 0.1%)ซึ่งเป็นการขยายตัวมากสุดในรอบ 7 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% หลังได้รับปัจจัยหนุนจากการอนุญาตก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ตัวชี้วัด (indicator) 6 ตัวจากทั้งหมด 10 ตัวที่ใช้ในการคำนวณดัชนีชี้นำนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยตัวชี้วัดที่พุ่งขึ้นมากที่สุดคือ การอนุญาตก่อสร้าง และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ดัชนีพ้องเศรษฐกิจปรับตัวขึ้น 0.2% ขณะที่ดัชนีตามเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนที่แล้ว

-  ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 ตุลาคมปรับตัวขึ้น 46,000 ราย มาอยู่ที่ 388,000 ราย จากระดับ 342,000 ราย (เป็นตัวเลขที่ถูกปรับทบทวนจากเดิมที่339,000 ราย)ซึ่งมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 365,000 ราย อันเนื่องมาจากปัจจัยผันผวนทางเทคนิคในช่วงต้นไตรมาส สำหรับจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์นั้น เพิ่มขึ้น 750 ราย สู่ระดับ 365,500 ราย

 

ยุโรป: อังกฤษ

-  สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษรายงานว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของอังกฤษเดือนกันยายน ลดลง 4,000 คน ส่งผลให้มีจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานทั้งหมด 1.57 ล้านคน สะท้อนการจ้างงานในอังกฤษกระเตื้องขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์เมื่อเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

-  ผลสำรวจของไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PwC) ระบุภาคธุรกิจค้าปลีกของอังกฤษยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ผลสำรวจระบุว่า กลุ่มผู้ค้าปลีกได้ปิดดำเนินการร้านค้าเฉลี่ยวันละ 20 แห่งในช่วงครึ่งปีแรก และในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. สถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยมีการปิดดำเนินการร้านค้าเฉลี่ย 32 แห่งต่อวัน PwC เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 ภาคธุรกิจค้าปลีกได้ปิดร้านค้าไป 953 แห่ง ซึ่งพุ่งขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ 174 แห่งในช่วงตลอดทั้งปี 2554

 

กรีซ

-  ผลการศึกษาการคาดการณ์เศรษฐกิจของ Bertelsmann Stiftung ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไรภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดในเยอรมนี เปิดเผยว่า การถอนตัวออกจากยูโรโซนของกรีซอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจยุโรปและอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลก ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า การถอนตัวของกรีซอาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึง 1.64 แสนล้านยูโร (2.15 แสนล้านดอลลาร์) ภายในปี 2563 ในขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 42 อันดับแรกของโลกก็จะซึมซับเอาความเสียหายดังกล่าวเป็นมูลค่าถึง 6.74 แสนล้านยูโร นอกจากนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวยังระบุว่า การถอนตัวของกรีซอาจส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิกยูโรโซนอื่นๆที่กำลังประสบกับปัญหาหนี้สินด้วยเช่นกัน พร้อมกับเสริมว่า การถอนตัวอาจส่งผลให้เศรษฐกิจของอีก 3 ประเทศชะงักงัน

 

ไซปรัส

-  เอสแอนด์พี สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารทางการเงินประเภท Long-term Sovereign Credit Rating ของไซปรัส ลง 3 ขั้นจาก BB เป็น B เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินของไซปรัสยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่สถานะทางการเงินของรัฐบาลไซปรัสมีแนวโน้มอ่อนแอลง

 

รัสเซีย

-  สำนักงานสถิติแห่งชาติ (Federal State Statistics Service) ของรัสเซียรายงานมูลค่าการลงทุนในรัสเซียเดือนกันยายน หดตัว 1.3% (y-o-y) ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 เนื่องจากวิกฤตการเงินยุโรปและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอการขยายตัวส่งผลให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุน

 

เอเชีย: จีน

-  เศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 3 ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะเดียวกันดัชนีเศรษฐกิจเดือนกันยายนก็ชี้ถึงการฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยสำนักงานสถิติของจีนรายงานว่าเศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 3 ขยายตัว 7.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg หลังจากไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจขยายตัว 7.6% ขณะเดียวกันสำนักงานสถิติจีนก็รายงานว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 9.2% จากเดือนเดียวกันปีก่อน หลังจากเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 8.9% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าขยายตัว 9% ส่วนยอดขายปลีกเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 14.2% จากเดือนเดียวกันปีก่อน เทียบกับที่นักเศรษฐศาสตร์ฯคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น13.2% สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้เพิ่มขึ้น 20.5% สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 20.2%

-  จำนวนเมืองในจีนที่ราคาบ้านเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายนมีน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเมืองที่สำรวจ โดยสำนักงานสถิติของจีนรายงานว่าในเดือนกันยายนที่ผ่านมาจำนวนเมืองที่ราคาบ้านสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้ามี 31 เมืองจาก 70 เมืองที่เก็บข้อมูล โดยลดลงจากเดือนสิงหาคมที่มี 35 เมืองที่ราคาบ้านเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนเมืองที่ราคาบ้านลดลงมีทั้งสิ้น 22 เมือง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวชี้ว่ามาตรการควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนช่วยให้ตลาดที่อยู่อาศัยในจีนมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

ญี่ปุ่น

-  ความสามารถในการใช้งบประมาณเพิ่มเติมในการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอาจมีข้อจำกัดเนื่องจากความขัดแย้งในรัฐสภาญี่ปุ่นเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ทั้งนี้พรรคฝ่ายค้านในญี่ปุ่นปฏิเสธการที่จะให้อำนาจรัฐบาลญี่ปุ่นในการที่จะกู้ยืมเงินมาใช้เพิ่มเติมเนื่องจากกังวลต่อการที่ญี่ปุ่นจะขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ขณะที่เมื่อวันพุธนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาภายในเดือนพฤศจิกายน โดยรัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่นกล่าวว่าแนวความคิดที่จะใช้งบประมาณพิเศษอาจต้องเลื่อนออกไปก่อน โดยขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นสามารถใช้เงินสำรองจากงบประมาณของปีนี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 1.3 ล้านล้านเยน ( 17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ )

 

ไทย

-  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนกันยายนลดลงสู่ระดับ 94.1 จากระดับ 98.5 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 และค่าดัชนีต่ำกว่า 100 เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ในระดับที่ไม่ดี อันเกิดเป็นผลมาจากความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวของภาคการส่งออก ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ก็ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs รวมทั้งปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ ดัชนีคาดการณ์ในอนาคตอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 103.5 ลดลงจากระดับ 105.7 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นจำแนกตามขนาดของอุตสาหกรรม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมขนาดย่อม และดัชนีความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมขนาดกลางลดลง ส่วนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อยู่ที่ระดับเท่ากับในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

-  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) รายงานว่า มียอดการส่งออกรถยนต์รวมในเดือนกันยายนทั้งสิ้น 98,268 คัน ซึ่งเป็นยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปี 2531 หรือเพิ่มขึ้น 8.4% (y-o-y) และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนเพิ่มขึ้น 15.23% (m-o-m) แต่มีมูลค่าการส่งออก 47,245.12 ล้านบาท ลดลง 17.32% จากกันยายน 2554 ส่วนการส่งออกรถยนต์ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ก.ย.55) มียอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 735,254 คัน เพิ่มขึ้น 14.95% (y-o-y) คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 352,027.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.73% (y-o-y) ขณะที่จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในกันยายนมีทั้งสิ้น 228,500 คัน สูงสุดนับตั้งแต่มีการผลิตรถยนต์ในปี 2504 เป็นต้นมา และจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนม.ค.-ก.ย. 55 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,706,389 คัน เพิ่มขึ้น 32.77% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

-  ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตได้ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ในระดับ 5.7% แม้ว่าการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่เคยคาดไว้ แต่สถานการณ์ในปีหน้ายังมีความไม่แน่นอน เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงผันผวน

 

Money Market

-  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (18 ต.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ โดยวันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักหลายสกุลซึ่งส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ชี้แนวโน้มที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

-  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (18 ต.ค.)  ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจาก 5 วันก่อนหน้านี้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มชี้แนวโน้มไปในทางบวกมากขึ้น ขณะเดียวกันมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการคาดการณ์ว่าการประชุมผู้นำสหภาพยุโรปที่เริ่มในวันนี้จะมีแนวทางในการแก้วิกฤติหนี้ภูมิภาคออกมาก็ส่งผลให้ความต้องการถือสกุลเงินเยนซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีความเสี่ยงต่ำมีน้อยลง

-  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (18 ต.ค.)  ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากยูโรแข็งขึ้นมากเมื่อวันพุธ ทั้งนี้นักลงทุนรอดูผลการประชุมผู้นำสหภาพยุโรปที่เริ่มในวันนี้ ขณะเดียวกันก็ยังจับตาดูความคืบหน้าในการแก้ปัญหาของกรีซและสเปน ทั้งนี้ในส่วนของสหรัฐฯนั้นขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมชี้แนวโน้มไปในทางบวกต่อเนื่องในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนการแข็งขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

 

Capital Market

-  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส ( 18 ต.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันพฤหัสบดี โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังจากกูเกิลเปิดเผยผลประกอบการอ่อนแอเกินคาด ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลดลง 0.06%, ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 3 0.24% และดัชนี Nasdaq ปิดร่วงลง 1.01%

-  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส ( 18 ต.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่สูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านในสหรัฐฯเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 4 ปี ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจจีนชี้ถึงการขยายตัวที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 7.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ลดลงจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 7.6% ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกันยายนขยายตัว 9.2% จากเดือนเดียวกันปีก่อนซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าเดือนก่อนหน้ารวมทั้งสูงกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาตร์ เช่นเดียวกับยอดขายปลีกเดือนกันยายนที่ขยายตัว 14.2% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เช่นกัน โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 2.00% ซึ่งนอกจากปัจจัยข้างต้นแล้วยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่ค่าเงินเยนอ่อนลงต่อเนื่อง สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดสูงขึ้น 1.24% โดยตลาดได้ปัจจัยบวกจากการที่นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่าเศรษฐกิจจีนขณะนี้เริ่มมีเสถียรภาพ ส่วนดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.48%

-  ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพฤหัส ( 18 ต.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับการที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯชี้ไปในทางบวกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีเศรษฐกิจจีนเดือนกันยายนเริ่มชี้ถึงการมีเสถียรภาพ โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 9.93 จุด

 

โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 19 ตุลาคม 2555

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday674
mod_vvisit_counterAll days674

We have: 672 guests online
Your IP: 216.73.216.0
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 23, 2026

4198728