|
กิมเอ็งเปิดแผนรุกธุรกิจปี 53 ลั่นครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ทั้งตลาดหุ้นและอนุพันธ์
|
|
|
|
|
Monday, 15 February 2010 12:37 |
|
บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเกมรุกธุรกิจครบวงจรรับปี เสือ ขอเป็นเบอร์หนึ่งในใจลูกค้า เร่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ชูจุดเด่นรีเสิร์ซ แม่นยำฉับไวมัดใจลูกค้า หวังสู้ศึกค่าคอมพ์ขั้นบันได บุกSBLผ่านอินเทอร์ เน็ตและวอร์แรนต์อนุพันธ์เพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ลงทุน พร้อมลั่นเป็นผู้นำมาร์เก็ตแชร์ ธุรกิจค้าหุ้นและTFEX นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) KEST เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2553 ว่า “ บริษัทฯ จะยังเน้นการขยายฐานนักลงทุนใน 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มลูกค้าทั่ว ไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในการสร้างกำไรให้บริษัทฯ มากขึ้น และกลุ่ม ลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งยังคงมีการแข่งขันสูงในตลาด โดยจะยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพงานวิจัยอย่างเต็มที่ต่อไป ต่อเนื่อง จากการที่บริษัทฯ ได้รับรางวัล ทีมวิจัยยอดเยี่ยม สายผู้ลงทุนรายย่อย (Best Research House) ถึง 2 ปีซ้อนติดต่อกัน รวมทั้งจะพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ทัน สมัยสะดวกรวดเร็ว ยิ่งขึ้น โดยจะมีการปรับปรุงเว็บไซต์ของบริษัทฯ ใหม่ และการ รักษาความเป็นผู้นำในการให้ข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ Pocket PC, PDA เป็นต้น ขณะเดียวกันในปีนี้จะออกใบสำคัญแสดงสิทธิ์อนุพันธ์ (Derivatives Warrants : DW) ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ ส่วนธุรกิจด้านวาณิชธนกิจจะเน้นงานขนาดใหญ่มากขึ้น โดยอยู่ระหว่างนำ หุ้นIPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯประมาณ 3- 4 ราย มูลค่าตั้งแต่ 500 -10,000 ล้าน บาท นอกจากนี้ ยังมีงานที่ปรึกษาในการออกตราสารประเภทต่าง ๆ อีก รวมทั้งกอง ทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอยู่ระหว่างรอจังหวะตลาดที่เหมาะสม ขณะที่การปล่อยสิน เชื่อเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (มาร์จิ้นโลน) ยังคงระมัดระวังความเสี่ยงมากขึ้น และไม่ ปล่อยสินเชื่อในหุ้นเก็งกำไรซึ่งยึดถือเป็นนโยบายมาตลอด นายมนตรี กล่าวต่อว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้เชื่อว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หาก สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการ ขยายธุรกิจ นอกจากนี้ การคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำอันเป็นไปตามสภาวะ แวดล้อมของตลาดเงิน ตลาดทุน และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกจะยังส่งผลดี ต่อคุณภาพของสินทรัพย์ โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นปันผลจะมีมูลค่าสูงขึ้น โดย คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ดัชนีหุ้นไทยจะมีโอกาสขึ้นไปถึง 900 จุดได้ และมีปริมาณซื้อ ขาย(วอลุ่ม)เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 18,000-20,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ยังคงมี ส่วนแบ่งการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)นายหน้าค้าหลักทรัพย์อยู่ในอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง สำหรับสัดส่วนรายได้ปีนี้คาดว่าจะมาจากนายหน้าค้าหลักทรัพย์ประมาณ 90% วาณิชธนกิจประมาณ 5-6% ส่วนที่เหลือมาจากดอกเบี้ยและอื่นๆ ” ด้านนางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจหลัก ทรัพย์รายย่อย บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ ในปีนี้บริษัทฯ จะเน้นการทำธุรกิจเชิงรุก โดยเน้นการให้บริการครอบคลุมในทุกธุรกิจ ทั้งด้านหลัก ทรัพย์ ตลาดอนุพันธ์ โกลด์ฟิวเจอร์ส SET50 INDEX Futures ธุรกิจยืมและให้ยืม หลักทรัพย์(SBL) ซึ่งเปิดบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้แล้ว และการออกใบสำคัญ แสดงสิทธิ์อนุพันธ์ (DW) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ จะเน้นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ ที่หลากหลายมาก ขึ้น เน้นเจาะกลุ่มเฉพาะเพิ่มขึ้น เช่น กลุ่มสถาบันการศึกษา กลุ่มภาคธุรกิจ เป็น ต้น พร้อมทั้งมีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 1-2 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 41 แห่ง ซึ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯ 23 แห่ง ต่างจังหวัด 17 แห่ง และสำนักงานใหญ่ 1 แห่ง ภายใน 2 -3 ปีนี้จะเน้นการสร้างแบรนด์ให้ผู้ลงทุนนึกถึงกิมเอ็งเป็นอันดับ แรก ทั้งในแง่ของการเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ เป็นผู้นำด้านโปรดักส์และ เทคโนโลยี ด้วยบทวิจัยคุณภาพจากทีมนักวิเคราะห์นับเป็นจุดแข็งของบริษัทฯ มา โดยตลอดจนได้รับการโหวตจากนักลงทุนรายย่อยให้เป็นอันดับหนึ่งถึงสองปีซ้อน แม้ว่ายุคนี้จะเป็นยุคแห่งการแข่งขันในเรื่องข้อมูลอันรวดเร็ว บริษัทฯ มองว่าการนำ เสนอข้อมูลเพื่อตัดสินใจลงทุน และการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้ลูกค้าต่างหากที่จะ ทำให้บริษัทฯ สามารถครองใจลูกค้าได้ตลอดไป ” นางบุญพร กล่าว ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าของบริษัทฯ เป็นรายย่อยประมาณ 85% สถาบันต่าง ประเทศ 10-12% และสถาบันในประเทศ 2-5% โดยมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ประมาณ 80,000 บัญชี เป็นบัญชีที่มียอดซื้อขายสม่ำเสมอประมาณครึ่งหนึ่ง โดย ยังตั้งเป้ามาร์เก็ตแชร์ของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอันดับ 1 อยู่ที่ ประมาณ 12.5 % และตลาดอนุพันธ์(TFEX) เป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 12 % นายโฆษิต บุญเรืองขาว รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจหลักทรัพย์ รายย่อย บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) กล่าวว่า “ แนวโน้มการให้บริการ ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตยังเติบโตต่อเนื่อง โดยปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าครองมาร์เก็ตแชร์ ด้านอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับ 1 ประมาณ 15% จากปีก่อนที่มีมาร์เกตแชร์อยู่ที่ 13.65% ซึ่งจะเน้นการพัฒนาระบบโปรแกรมซอฟต์แวร์เพิ่มเติม เพื่อรองรับฐาน ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เนื่องจาก บล.ต่างๆ ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมอย่างเหนียวแน่น ดังนั้นในปีนี้บริษัทฯ ได้ใช้งบลงทุนในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์และ ฮาร์ดแวร์ประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถรองรับ ปริมาณการซื้อขายที่คาดว่าในอนาคตจะคึกคักไม่แพ้ปี 2552 ที่ผ่านมา รวมทั้ง พัฒนาโปรแกรมบนเครื่องแมคอินทอช KE SMS ผ่านเครือข่ายอื่นมากขึ้น ปรับปรุง เว็บไซต์บริษัทฯ ให้ทันสมัยและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้ รองรับกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้มากขึ้น เช่น กลุ่มเอ็กซ์คลูซีฟ เป็นต้น หวังครองใจ นักลงทุนและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางมากขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถพัฒนาระบบได้เสร็จทันภายในกลางปีนี้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดให้ บริการ SBL ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตด้วยโปรแกรม KETrade, KELiberty และบริการ IIIS (Web Trade) ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยอำนวยความสะดวก และเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ ลงทุนมากขึ้น ทำให้ลูกค้าหันมาสนใจในบริการ SBL มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีบล.ใน ระบบให้บริการธุรกิจดังกล่าวอยู่ประมาณ 4-5 ราย แต่มีน้อยรายที่ให้บริการผ่านอิน เทอร์เน็ตได้ โดยบริษัทฯ นับเป็นรายแรกๆ ที่เปิดบริการ SBL ผ่านอินเทอร์เน็ต ”
|
Comments